…..ประสบการณ์หน้าพัง!! สู่วันที่ “ป้องกัน” สิวขึ้นได้ทุกจุด…(รักษาตนเองด้วยธรรมชาติบำบัด)

 cats

สิวหายได้ ถ้าฟังเสียงร่างกายให้เป็น
……………………………………………………..

 สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่ออ้อค่ะ ยินดีด้วยกับทุกคนทั้งที่หลงและทั้งที่ตั้งใจเข้ามาในบล็อกนี้ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังจะได้รู้จัก “สิว” ในระดับที่ลึกขึ้นกลับไปอย่างแน่นอน

.

.

ก่อนเป็นสิว

อ้อเป็นผู้หญิงทั่วๆไปคนหนึ่งที่อยากมีใบหน้าสวยใส ไร้สิว เนื่องจากช่วงวัยรุ่นจะชอบมีสิวขึ้นประปราย ตามฮอร์โมน ความเครียดและอาหาร ตอนนั้นพบว่าตัวเองเป็นสิวเรื้อรังมาตลอด ขึ้นๆยุบๆวนกันไป เพราะไม่เคยรู้เลยว่าลำไส้ของตัวเองสกปรก ตั้งแต่เด็กๆมาเลยถ่ายไปเป็นเวลา บางทีก็ไม่ถ่ายติดกันสามสี่วัน

.

.

               วิธีแก้ก็คือ ไปหาซื้อมาส์กหน้าที่เค้าโฆษณาว่า พอกทิ้งไว้แล้วสิวจะยุบข้ามคืน…..มีเลขจดแจ้ง มีดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ คนใช้กันตรึม (ขอสงวนชื่อเพราะปัจจุบันก็หายไปจากวงการแล้ว) ปรากฏว่าพอพอกข้ามคืน มันก็ยุบจริงๆหน้าใสกิ้ก รูขุมขนแทบไม่มีเลย (ดูได้จากภาพ)

DSC01682

                                                   cats.jpg

หลังจากสามเดือนผ่านไป พูดเลยว่า พัง!!

IMG_0673.JPG

สิวเห่อเต็มหน้า ตอนแรกเป็นผดๆที่ระหว่างคิ้วก่อน จากนั้นจะกลายเป็นสิวอักเสบสีแดง กระจุกตัวกันอยู่ในบริเวณที่เราพอกครีมหนาๆ ซึ่งคนแพ้สารปรอท สารสเตียรอยด์ในเครื่องสำอางจะรู้ดี ตอนนั้นเซ็งมากเพราะเราก็คิดว่าเราดูดีแล้ว…หลังจากนั้นก็พักหน้ายาวๆเลย

.

.

           ซึ่งนอกจากสาเหตุของการเป็นสิวที่แท้จริง(ลำไส้สกปรก)จะไม่ได้ถูกสนใจ ยังไปเพิ่มปัญหาให้ใบหน้าอีก ผิวเริ่มบอบบาง แพ้ง่าย จึงเป็นที่มาของการพักเครื่องสำอางที่มีสารเคมีตั้งแต่นั้น……….

.

.

หลังจากพักหน้า 1 ปี สิวอักเสบลดลงแต่ยังเป็นสิวเรื้อรังไม่หายขาด

.

               ตอนนั้นเริ่มปลงเรื่องสิว เพราะเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ใช้ครีมอะไรอันตรายอีก แต่ทำอย่างไรสิวอักเสบก็ไม่หายขาด หน้าหมองๆ มีสิวที่หน้าผากเสมอ บางทีเป็นไขมันอุดตันเล็กๆเต็มไปหมด ช่วงนั้นเทรนด์สุขภาพกำลังมาเลยอยากออกกำลังกาย อยากมีหุ่นดี สุขภาพดีเผื่อสิวจะหาย ปรากฏว่าทำไปสักพักรู้สึกว่าตัวเองสุขภาพดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า เลยทานอาหารคลีนควบคู่ด้วยตั้งแต่ปี 2014 แต่ทำอย่างไรสิวก็ไม่หายไปสักที เพราะตอนนั้นเน้นโปรตีนเยอะ เช่น ไก่ ไข่ นม อาหารต่างๆที่กินไม่ทำให้กล้ามเนื้อลีบเวลาออกกำลังกายเยอะๆ เเต่ถึงเเม้ว่าจะกินคลีน ก็ยังเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการทั้งนั้น เช่น ขนมปัง(แม้จะโฮลวีต) วุ้นเส้น แผ่นแป้งตอติย่า โยเกิร์ต ถั่วลิสงถั่วต่างๆที่อบเกลือ เป็นต้น

.

ไปทำงานต่างประเทศ 3 เดือน(สหรัฐอเมริกา)

อยู่ที่นู่นเรื่องอาหารสุขภาพลืมไปได้เลย มีเเต่ฟาสฟู้ดเเละอาหารที่มีไขมัน เค็มเเละน้ำตาลสูงมาก ห้ามใจไม่ค่อยอยู่เพราะคุ้กกี้ถุงใหญ่ๆราคาถูกกว่าผลไม้ T^T เศร้าใจ…

พอกลับมาไทยได้ 3 เดือน สิวเห่อหนักมาก…

 

เห่อขึ้นถึงขนาดที่เพื่อนบางคนทักว่า…. “เห้ย…ไปทำอะไรมาวะ หน้าดำเชียว…”

เดินเข้าวัตสันจะไปซื้อแค่สบู่ พี่พนักงานคนขายทักขึ้นเลยทันทีว่า

“น้องมองหาตัวรักษาสิวอยู่ใช่มั้ยคะ” แหะๆ เปล่าคะ หนูมาซื้อสบู่……….

จุดเปลี่ยน

.
มีโอกาสได้รู้จักกับนักธรรมชาติบำบัดเเละทำงานกับเขาตั้งเเต่ก่อนไปต่างประเทศ (ตอนนั้นยังไม่สำนึก) เขาสอนว่า อวัยวะภายในของร่างกายเราทำงานหนักมาตลอด คิดดูว่าเรากินอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละวัน เช่น ของมัน ของทอด อาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย แป้ง น้ำตาล ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ อวัยวะเราไม่มีโอกาสได้ถูกล้างทำความสะอาดเลย มันเลยตกค้าง ก่อโรค

 .

.

        “ลองนึกถึงหม้อหุงข้าวที่ไม่ได้ล้าง หุงข้าวติดกันสักสิบวันยังมีเศษข้าวแข็งๆติดอยู่จนล้างไม่ออก ต้องแช่น้ำเป็นวัน นึกถึงสภาพลำไส้และอวัยวะอื่นๆภายในร่างกายของเรา นับสิบๆปีไม่เคยเว้นว่างจากอาหารไม่มีประโยชน์ นับสิบปีที่ไม่เคยได้รับการทำความสะอาด”

.

.

พอเริ่มมีความเข้าใจบ้าง

.

         หลังจากนั้นก็หันมาทานอาหารสุขภาพมากขึ้น ทานผลไม้เยอะขึ้น

.IMG_2530

IMG_6562.JPG

 .

******ใบหน้าเรามีเส้นลมปราณเชื่อมต่อกับอวัยวะภายในร่างกายทุกส่วน เมื่อร่าวกายดีท็อกส์ตัวเอง ทำให้สารพิษโดนขับออกมาอยู่ในเลือด เลือดก็ไหลเวียนไปทั่ว เเละหน้าคือจุดบอบบาง

ดังนั้นสิวขึ้นตรงไหนเราสามารถที่จะบอกได้เลยว่าอวัยวะใดของเรามีปัญหาบ้าง! (ร่างกายของเรามันสุดยอดไปเลย)

.

IMG_3108.JPG

มีโอกาสรู้จักคุณครูที่สอนให้รักษาสิวเเนวอายุรเวช จึงตัดสินใจดีท็อกส์….

เริ่มดีท็อกส์

fit-1905733_960_720

1. ด้วยการทานน้ำปั่นผลไม้อย่างน้อยวันละ 2 เเก้ว (ตามสูตรที่มีในเพจ Beyond The Fit With Aor)

2.ทานผงสกัดผลไม้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดีท็อกส์ให้เป็นช่วงเวลาที่สั้นลง ลดความบอบช้ำของใบหน้าที่กำลังอ่อนเเออย่างหนัก เป็นเเบบออเเกนิคที่รู้จักกับผู้ผลิต

(ภาพประกอบคือภาพแรกนี้เลย…ขนาดแต่งหน้าเเล้ว โปะคอนซีลเลอร์แล้วด้วยบางๆ)

IMG_1737

IMG_1721.JPG

.
Dec 2016
แต่ด้วยความอดทน อดทน และอดทน
เรามาดูพัฒนาการกันดีกว่าเนอะ

IMG_9202

Dec 2016

IMG_1530

Dec 2016
AGBT2330

Jan 2017 (ตอนนี้ดีท็อกส์ลำไส้ สิวแนวลำไส้เห็นชัดมากๆ)

IMG_1189
Jan 2017 (ขนาดแต่งหน้าแล้วนะ)

IMG_1111
Feb 2017 (ช่วงดีท็อกส์ตับ จะมีสิวที่ระหว่างคิ้วเม็ดโตด้วย)

IMG_2864
ออกกำลังกายกันเถอะ ช่วยร่างกายดีท็อกส์อีกแรง (Feb 2017)

IMG_0778
ไปเที่ยวบ้างไรบ้าง

IMG_3768
สิวอักเสบเริ่มยุบ เย้ๆ (March 2017)

IMG_2728
รักษารอยกันต่อไป 🙂 (April 2017)

IMG_3492

จางๆเเล้ว (April 2017)

IMG_3803

13 April 2017

(ไปปฏิบัติธรรม 3 วันช่วงสงกรานต์….

ไม่เกี่ยวกับสิวเเต่อยากให้เห็นว่าจิตใจที่สงบ ทำให้เรามองทุกปัญหาเป็นเรื่องกระจิ๋วหลิว)

IMG_382616 April 2017

DKSD7734.jpeg

20 April 2017

 

11.jpg

30 May 2017

IMG_6772.JPG

9 July 2017

จบท้ายด้วยภาพนี้ 🙂

***กล่าวโดยสรุป สาเหตุสิวเรื้อรังของอ้อมีสาเหตุหลักๆ คือ

  1. 4 ปีที่เเล้วเคยเเพ้เครื่องสำอางค์ที่มีสารสเตียรอยด์ ใช้อยู่ประมาณ 3 เดือนเเล้วเลิก ตั้งเเต่นั้นมาผิวบอบบางมาโดยตลอด ใช้อะไรก็เเพ้ไปหมดเลย
  2. ลำไส้สกปรก มีปัญหาเรื่องขับถ่ายตั้งเเต่จำความได้ ไม่ชอบเข้าห้องน้ำ ลำไส้สกปรก เส้นลมปราณที่ตัดผ่านใบหน้าจะบอกตำเเหน่งสิวบริเวณหน้าผากเเละกรอบหน้า (ซึ่งจะมาอธิบายรายละเอียดให้ฟังในโพสถัดๆไป) ในภาษาหมอเขาเรียกว่าภาวะ Leaky Gut หรือลำไส้รั่ว
  3. ตับทำงานหนัก มีสาเหตุมาจากความเครียด นอนไม่ค่อยหลับ
  4. ฮอร์โมนไม่สมดุล มักมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ รอบเดือนเกิน 28 วันเสมอ บางครั้งนานถึง 2 เดือน คาดเดาไม่ได้

ผลกระทบที่เห็นชัด

  1. เป็นสิวเรื้อรังมาตลอด สิวอักเสบเม็ดเเดงๆโตๆ ไม่เคยห่างจากสิวเลย
  2. หน้าชอบเป็นผด สิวอุดตันหัวสีขาว
  3. ผิวหน้าหมองคล้ำ เเต่งหน้าไม่ติด

.

วิธีรักษาโดยย่อ

  1. เปลี่ยนผลิตภัณฑ์เคมียกเซตมาเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ (เป้นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างเเรกเพื่อไม่เพิ่มปัญหาสิว เเต่นี่ยังไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ เป็นการเเก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น)
  2. ดีท็อกส์ (เรื่องนี้จะอธิบายอย่างละเอียดในโพสถัดไป) ซึ่งเป็นการรักษาสิวเเบบถอนรากถอนโคน อ้อเอาตัวเองเป็นคนทดลอง ตอนนี้ใช้เวลา6เดือนเเล้ว เหลืออีก 6 เดือนที่ยังต้องไปต่อเพราะให้เวลาตัวเอง 1 ปีในการรักษาสิวเเบบถึงต้นตอ (เเอดไลน์มาปรึกษาอ้อถึงวิธี ผลิตภัณฑ์ที่อ้อใช้ได้ที่ http://line.me/ti/p/3XTF_u2hlC ) อ้อไม่หวงความรู้เเต่อยากให้ปรึกษาก่อนไปทำเอง เพราะหลายคนขาดความรู้ความเข้าใจ พอไปทำเองก็ไม่ได้ผล
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเลือกชนิดที่ช่วยดีท็อกส์ เช่น   โยคะ (การฝึกหายใจช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีขึ้น)  ชี่กง (การยืด บิดตัวช่วยให้อวัยวะมีโอกาสสะบัดสารพิษทิ้ง มองภาพไม่ออกนึกถึงเวลาเราขยำฟองน้ำล้างจานเพื่อเอาน้ำชุ่มๆออก)
  4. อบตัวสมุนไพรบ่อยๆ ใครอยู่ไกลที่อบสมุนไพรลองหาวิธีในเน็ตเเบบ DIY ดูนะคะ
  5. ถ้าเป็นไปได้งดทานอาหารสามอย่างนี้ให้ได้มากที่สุด คือ เนื้อ นม ไข่ (ทำเท่าที่ตนเองทำได้ค่ะ เพราะมันมีผลเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก) #หลายคนไม่เชื่อเลย พอให้ลองงดเนื้อ 7 วันเท่านั้นเเหละ สิวอักเสบหัวเเดงๆยุบภายในข้ามคืน เนื้อมีความเป็นกรด สิวอักเสบคือการที่ร่างกายร้อนจากการมีกรดในตัวมากเกินไป
  6. ใช้มาส์กหน้าดูดซับสารพิษ Thai Spa Facial เพื่อดูดซับสเตียรอยด์ตกค้าง พร้อมคืนความชุ่มชื่นให้กับผิวที่ขาดน้ำ เเห้ง ก่อให้เกิดการอักเสบเป็นอย่างมากเพราะผิวอ่อนเเอ

5ข้อนี้ทำให้ได้ หมายความว่าคุณเข้าใกล้การรักษามากขึ้นอีกสเต็ปนึงเเล้วค่ะ 😉

ถึงเเม้ว่าวันนี้อ้อจะยังไม่หายดี เเต่ก็พอจะให้คำเเนะนำได้ ยินดีให้คำปรึกษาทุกคนนะ เพราะเรารู้ว่าบางคนพยายามมาหลายวิธีเเล้วเเต่ก็ไม่เห็นผล ลองเปิดใจให้ธรรมชาติบำบัดดูนะคะ 🙂

อ้อ บียอนเดอะฟิต

ให้คำเเนะนำด้วยใจ เเอดไลน์มาที่นี่>> http://line.me/ti/p/3XTF_u2hlC

 

ขั้นตอนอย่างละเอียดเมื่อตัดสินใจรักษาสิวนิวอายุรเวช

สิวคืออะไร ไขความลับที่ไม่มีใครเคยบอกคุณ

ล้างหน้าอย่างไรให้สะอาด ขั้นตอนเเรกก่อนไปรักษาสิวด้วยวิธีอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาสิว(Organic Based)

สินค้าออเเกนิคที่อ้อเลือกใช้ช่วงรักษาสิว

รักษาสิวระยะสั้น VS รักษาสิวระยะยาว หายถาวร เเนวอายุรเวช

 

Read More

เราควรรู้จักสิ่งนี้มานานเเล้ว!!! “น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล”

น้ำส้มสายชูหมักจากเเอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลไซเดอร์ หรือ น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์วีนีการ์ (อ่านว่า เวเนการ์ หรือ เวนิการ์ ก็ได้) (Apple Cider Vinegar หรือ ACV) คือ น้ำส้มสายชูที่เกิดจากหมักแอปเปิ้ลสด (น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล) ด้วยการนำมาบดและปล่อยให้เกิดการหมักตัวในถังไม้ โดยไม่ผ่านกระบวนการความร้อนและการคัดกรอง จึงยังคงเอนไซม์และแร่ธาตุจากธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง มีรสเปรี้ยวจัด มีสีเหลืองคล้ายน้ำชา มีเส้นใยบาง ๆ ลอยอยู่ มีความเป็นกรดประมาณ 5% (Acetic Acid) มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซียมสูง

การเลือกซื้อและการเก็บรักษาแอปเปิ้ลไซเดอร์เวนิกา : ควรเลือกซื้อน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่บรรจุในขวดแก้ว มีฉลากระบุแหล่งที่ผลิตอย่างชัดเจน มีเครื่องหมาย อย. หรือ เครื่องหมายรับรองคุณภาพ มอก. ดูวันหมดอายุร่วมด้วย ยิ่งใหม่ยิ่งคงคุณค่า หลังจากเปิดใช้แล้วให้ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องในที่แห้งและมืด เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและป้องกันการระเหย

วิธีกินแอปเปิ้ลไซเดอร์เวนิกา : ให้เขย่าขวดก่อนเพื่อให้เส้นใยฟุ้งขึ้นมา หลังจากนั้นให้เทน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำผึ้งอีก 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำอุ่นเต็มแก้ว แล้วคนให้เข้ากัน ดื่มหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็นประมาณ 30 นาที สำหรับมือใหม่ที่ทดลองดื่มในช่วงแรกอาจจะรู้สึกว่ามันดื่มยากเพราะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว (โดยเฉพาะตอนเรอ) แต่ถ้าทนได้ ดื่มไปเรื่อย ๆ ก็จะชินเอง (คนข้าง ๆ อาจไม่ชินก็ได้ ! ) 

ประโยชน์ของแอปเปิ้ลไซเดอร์

  1. แอปเปิ้ลไซเดอร์โพแทสเซียมช่วยในการแบ่งเซลล์ หากขาดแร่ธาตุนี้จะมีผลทำให้ร่างกายมีอาการผิดปกติ เช่น ผมร่วง ผมหงอก ร่างกายเติบโตช้า และแก่เกินวัย เป็นต้น
  2. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เซลล์และหลอดเลือดแดง (โพแทสเซียม)
  3. ช่วยชะลอความแก่ คงความหนุ่มสาว
  4. ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของร่างกายหลังออกกำลังกาย
  5. ช่วยทำให้ระบบหายใจทำงานดีขึ้น
  6. ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น
  7. ประโยชน์แอปเปิ้ลไซเดอร์ช่วยลดความดันโลหิตและโรคหัวใจ
  8. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองได้ แต่สำหรับคนยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ
  9. มีงานวิจัยชี้ว่าน้ำส้มสายชูอาจช่วยกำจัดหรือชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบว่าช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร แต่มีอีกผลงานวิจัยกลับพบว่ามันอาจจะไปเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะแทน
  10. มีส่วนช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ และช่วยลดการติดเชื้อ ลดพิษจากอาหารที่รับประทานเข้าไป
  11. ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
  12. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืด
  13. ช่วยแก้หวัด แก้เสมหะ และแก้ไซนัส ด้วยการผสมน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 1 ถ้วยในกระทะ แล้วต้มให้เดือดจนเริ่มมีไอระเหยแล้วค่อยปิดไฟ หลังจากนั้นให้นำผ้ามาคลุมศีรษะแล้วก้มหน้าลงใกล้ ๆ กระทะเพื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ
  14. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ คันคอ ด้วยการใช้น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 1 แก้ว แล้วนำมากลั้วคอบ่อย ๆ ทุก ๆ 1 ชั่วโมง
  15. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร ด้วยสูตรส่วนผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1/3 ช้อนชาผสมกับน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มก่อนอาหาร 5-10 นาที (อมไว้ในปากประมาณ 5 วินาทีก่อนกลืน)
  16. ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
  17. ช่วยบรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ ด้วยการใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว จิบดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก ๆ 5 นาที
  18. ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วและการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
  19. ช่วยบรรเทา ลดอาการปวดของโรคข้อต่าง ๆ โดยใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 1 ส่วน แอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ส่วนผสมกัน แล้วนำมานวดบริเวณที่ปวดวันละครั้งหรือสองวันครั้ง
  20. ช่วยแก้โรคคัน รักษาโรคผิวหนัง
  21. ช่วยปรับระดับความเป็นกรด-ด่างในร่างกายให้สมดุล
  22. ในต่างประเทศถือว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ช่วยล้างพิษในร่างกายได้
  23. ใช้แช่ผักที่มีสารพิษตกค้างได้ ด้วยการผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์ 3 ช้อนโต๊ะในอ่างแล้วนำผักลงแช่
  24. ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน โดยใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ 1 ส่วน แอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ส่วนผสมกัน แล้วนำมานวดบริเวณที่ปวดวันละ 1-2 ครั้ง
  25. แอปเปิ้ลไซเดอร์ลดความอ้วน ด้วยสูตรแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนก่อนรับประทานอาหารมื้อแรก จะช่วยเรื่องระบบการย่อยให้สมบูรณ์ เผาผลาญอาหารได้มากขึ้น
  26. น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลช่วยลดน้ำหนักตัว เพราะลดความอยากอาหารและทำให้อิ่มเร็วมากขึ้น ด้วยสูตรแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ช้อนชาผสมกับน้ำ 2 แก้ว ดื่มก่อนอาหารประมาณ 30 นาที
  27. ช่วยรักษาสภาพผิว ด้วยการใช้น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์และน้ำอย่างละเท่า ๆ กัน นำมาผสมแช่ในตู้เย็น แล้วนำมาเช็ดหน้าและแปะไว้บนหน้า
  28. มาส์กหน้าด้วยแอปเปิ้ลไซเดอร์ ช่วยทำให้รูขุมขนดูกระชับ ด้วยการใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ 5 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่าครึ่งแก้ว แล้วนำสำลีมาชุบแปะทิ้งไว้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 10 แล้วล้างออก (อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ)
  29. ใช้ทำเป็นโทนเนอร์ ด้วยการใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วนผสมกับน้ำเปล่า 3 ส่วน นำไปแช่ในตู้เย็น แล้วน้ำมาเช็ดหน้าแล้วล้างออก (อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ บ้าง)
  30. ช่วยป้องกันผมแห้ง ผมร่วง ผมแตกปลาย ศีรษะมัน มีรังแค ด้วยการผสมน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1/3 ถ้วยกับน้ำ 1 ถ้วยแล้วนำมาล้างผมหลังสระ

(หมายเหตุ : ประโยชน์ข้างต้นยังไม่มีงานวิจัยที่ระบุอย่างชัดเจน ควรใช้วิจารณญาณ)

โทษของแอปเปิ้ลไซเดอร์

  • น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิลการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมคือวันละ 2 ช้อนชาหรือน้อยกว่า ด้วยการผสมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ แต่หากรับประทานชนิดเม็ด ขนาดที่แนะนำคือ 285 มิลลิกรัมต่อวันหรือไม่เกิน
  • เนื่องจากน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์มีฤทธิ์เป็นกรด การรับประทานไม่ถูกขนาดหรือมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดอาหารปวดแสบปวดร้อนในกระเพาะได้ สำหรับผู้ที่เริ่มรับประทานใหม่ ๆ ควรรับประทานแต่น้อย ประมาณ 1 ช้อนชาผสมกับน้ำประมาณ 8 ออนซ์ เพื่อดูว่าร่างกายจะตอบสนองต่อแอปเปิ้ลไซเดอร์อย่างไร
  • ไม่ควรดื่มโดยไม่ผสมอะไรเลยเพราะอาจจะทำลายเนื้อเยื่อปากและลำคอได้
  • การรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ควรระวังเรื่องเคลือบฟันจะกร่อนและเสียเอาได้ ดังนั้นทุกครั้งที่ดื่มน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ ควรบ้วนปากด้วยทุกครั้ง
  • การรับประทานในปริมาณเล็กน้อยกว่าปริมาณที่แนะนำ การรับประทานไม่บ่อยมากอาจจะไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกาย แนะนำว่าไม่ควรรับประทานในปริมาณมากและติดต่อกันนานจนเกินไป หยุดพักบ้างก็จะดี
  • การรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ระดับของธาตุโพแทสเซียมต่ำลงและกระดูกบาง ถ้ารับประทานไปแล้วพบว่ามีปัญหา ควรปรึกษาแพทย์
  • ปริมาณของกรดในแอปเปิ้ลไซเดอร์แต่ละยี่ห้อจะไม่เท่ากัน หากต้องการเปลี่ยนยี่ห้อใหม่ก็ควรเริ่มรับประทานแต่น้อยก่อน เพื่อดูการตอบสนอง
  • ปัจจุบันยังไม่มีผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์จะได้ผลดีจริงตามที่ผู้ผลิตกล่าวอ้าง
  • ว่ากันว่าส่วนประกอบของแอปเปิ้ลไม่ได้มีวิตามินอะไรมากมาย มีแค่เพียงธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โซเดียม และแคลเซียมในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ ไม่ควรดื่มน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ก่อนและหลังกินยารักษาไทรอยด์
  • น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์อาจมีปฏิกิริยากับยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาโรคเบาหวาน เนื่องจากมีโครเมียมที่อาจเปลี่ยนแปลงระดับอินซูลินได้

แอปเปิ้ลไซเดอร์ วีนีการ์บ่อยครั้งที่ผู้ผลิตอาหารเสริมต่าง ๆ มักจะนำเอาผลวิจัยต่าง ๆ มาอ้าง เช่น ผลการทดลองในหลอดทดลองหรือในสัตว์ ว่ามีประโยชน์สารพัด สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่คุณต้องเข้าใจนะครับว่าร่างกายมนุษย์กับสัตว์ทดลองมันไม่เหมือนกัน หากได้ผลในสัตว์หรือหลอดทดลอง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะได้ผลกับมนุษย์เสมอไป ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมส่วนใหญ่ (เกือบทุกราย) ก็มักจะเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นเฉพาะด้านดีมานำเสนอ แต่ไม่เคยนำผลเสียมาบอกให้คุณรู้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือมีหลายงานวิจัยที่ให้ผลขัดแย้งกันเองหรือตรงข้ามกัน

การที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่าง ๆ ได้ผ่านการรับรองจาก อย. และมีการบ่งบอกว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ มันไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัย 100% แต่อาหารเสริมที่ผ่าน อย. นั้นแค่หมายถึงการรับรองว่าไม่มีสารที่เป็นอันตรายตกค้างอยู่ต่างหาก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย

ความจริงแล้วอาหารเสริมสามารถผ่านอย. ได้ง่ายมากครับ แค่พิสูจน์ว่าไม่มีสารพิษก็ผ่านแล้ว หลาย ๆ คนต่างก็คิดว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์มันไม่มีอันตราย แม้แต่ อย.เองก็ตาม เพราะเคยมีกรณีที่หลอดอาหารทะลุเนื่องจากการรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์มาแล้ว เพราะมีกรดอะซิติกที่ค่อนข้างสูงและรุนแรง แต่ อย.ก็ต้องปล่อยให้ผ่านไปเนื่องจากมันไม่ใช่สารพิษ

อาหารเสริมที่ผ่าน อย.ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลดีหรือบอกถึงประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักแต่อย่างใด เพราะ อย. มีหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้บริโภคเท่านั้น และไม่มีหน้าที่ที่จะรู้ว่ามันจะได้ผลหรือมีประสิทธิภาพอย่างไร เพราะอาหารเสริมไม่ใช่ยา แม้แต่ยาที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยก็ยังมีคำเตือน แต่สำหรับอาหารเสริมนั้นจะไม่มีคำเตือนหรือผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้

cr.https://medthai.com.


บทสัมภาษณ์…ที่จะทำให้คุณอยากลุกไปออกกำลังกาย! กับ จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา สาวมั่น ผู้รักหลงการออกกำลังกาย

 

วันนี้ มาฟังเรื่องราวให้เเรงบันดาลใจกันเถอะค่ะ

อ้อขอเเนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ “จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา เครือคำ”

สาวมั่น คิดบวก ผู้รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

ที่เธอเล่าให้อ้อฟังว่า 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกาย

เเละการเปลี่ยนเเปลงตัวเอง ทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น ทั้งสุขภาพดี หุ่นดี

เเละจะไม่มีวันหยุด เดินทางสู่สายเฮ้ลท์!!

(นั่นไง บอกเเล้วว่าชีวิตเปลี่ยนทุกคน ถ้าได้ลองหันมาดูเเลตัวเอง อิอิ)

——-

จ๋อมเเจ๋ม มีวิธีดูเเลตัวเองอย่างไรเเละอะไร??? คือจุดเปลี่ยนของเธอ

ไปอ่านเรื่องราวของเธอกันดีกว่าค่ะ 🙂

cats

” สวัสดีค่ะ ชื่อจ๋อมแจ๋มนะคะ

เกริ่นก่อนว่าเมื่อก่อนไม่ชอบออกกำลังกาย

หรือดูแลตัวเองเลย แต่ตอนนี้

กลายเป็นคนชอบออกกำลังกายไปแล้วค่ะ

 

ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

ก็ออกมาได้เกือบสองปีแล้ว

ส่วนตัวจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักอยู่ 2 อย่าง

คือ น้ำหนักน้อยเกินไป และอ้วนเกินไป

ปัญหาแรกเป็นมาตั้งแต่เด็กๆนุ่นเลย

เพราะเมื่อก่อนทึกทักเอาเอง

ว่าเราเป็นคนอ้วนมาตลอด

ทั้งๆที่คนในครอบครัวและเพื่อน

ก็บอกว่าผอมมาก แต่เราไม่เชื่อ

เพราะเวลาก้มมองตัวเอง

เราจะรู้สึกว่า ผอมตรงไหนเหรอ

อ้วนขนาดนี้

 

ผลคือเราพยายามกินให้น้อยที่สุด

แถมออกกำลังกายน้อยครั้งมาก

เพราะแค่กินน้อยก็ผอมแล้ว

พอเห็นตัวเองในกระจกตอนนั้น

เราก็คิดนะว่าตัวเองหุ่นดี

หน้าท้องไม่มี แขนเรียว ขาเรียว

น้ำหนักแค่ 47 กิโล

และพอวันไหนน้ำหนักขึ้นมา 48

จะเป็นช่วงที่นอยด์มากเพราะคิดว่าตัวเองอ้วนละ

 

พอขึ้นมหาลัยช่วงปี 2

ปัญหาเรื่องผอมหมดไป

แต่ประเด็นเรื่องน้ำหนักเยอะเข้ามาแทน

เป็นช่วงที่อ้วนที่สุด

เพราะน้ำหนักพุ่งไปถึง 67

ตอนนั้นปิดเทอม

เลยตระเวนกินกับเพื่อนแบบหนักหน่วงมาก

มื้อดึกแค่ไหนก็ไป

ทีนี้เหนียงมา แก้มบวม พุงออก

แขนขาย้วย ทุกอย่างคือมาหมดเลย

 

ความคิดตอนนั้นคือไม่ได้ละ

ต้องออกกำลังกายและกินแต่อาหารคลีน

เน้นผัก ผลไม้ และงดทุกอย่างที่จะทำให้อ้วน

วิ่งทุกเย็น วิ่งนานมากเป็นชั่วโมงๆ

ผอมลง แต่…ร่างกายไม่มีความกระชับ

ผอมลงเหลือแต่กระดูก

และที่สำคัญไม่มีความสุขเลย

เพราะกินน้อยเกินไป

อันนี้ก็ต้องอด อันนี้ก็ต้องงด

ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร

และระบบขับถ่ายอย่างแรง

 

นอกจากนั้นจ๋อมแจ๋มเป็นคนไม่ชอบวิ่ง

(ณ เวลานั้นไม่รู้จักวิธีลดความอ้วนแบบอื่นเลย

ไม่รู้จักการคาร์ดิโอหรือเล่นเวทใดๆทั้งสิ้น)

แต่ด้วยความอยากผอม

มันทำให้จิตเราสั่งการไปเองอัตโนมัติเลย

ว่าต้องวิ่ง วิ่งเท่านั้น!

 

จุดเปลี่ยนของการดูแลตัวเองเลย

มาจาก 3 ปัญหานี้

คือไม่มีความสุขในแต่ละมื้ออาหาร

การขับถ่ายที่ผิดปกติ และไม่ชอบวิ่ง

จึงทำให้หันมาสนใจวิธีการดูแลตัวเอง

ในแบบที่ทำให้ตัวเองมีความสุข

ไม่ต้องฝืนตัวเอง พอเริ่มหาข้อมูล

จึงได้รู้ว่าการออกกำลังกาย

มีหลากหลายรูปแบบมาก

และที่ทำให้เราสนใจมากที่สุด

คือการ Weight Training และการกินคลีน

แต่ไม่ต้องจ๋ามาก บอกตามตรงที่ผ่านมา

เราไปยิมเพราะมีความเชื่อแบบผิดๆมาตลอดว่า

การออกกำลังกายแบบนี้

จะทำให้มีกล้ามน่าเกลียด

และตัวจะใหญ่เหมือนผู้ชาย

มันเป็นความเชื่อที่ผิดมากกกก

เพราะกล้ามเนื้อผู้หญิงอย่างเราๆไม่ได้ขึ้นง่าย

และขนาดเป็นเรื่องที่เราควบคุมเองได้

จากการออกกำลังกายและการกิน

 

จึงตัดสินใจว่าฉันจะต้องฟิตและเฟิร์ม

ตัดภาพความผอมแต่เสียสุขภาพแบบที่เคยเป็นไปได้เลย

 

ไปยิมครั้งแรก เล่นทุกอย่าง

ไม่มีความรู้อะไรเลย

แต่คำกล่าวที่ว่า  

Practice makes perfect นี่จริง

เพราะตอนนี้เราก็เข้าใจ

และออกเองได้หมด

ทั้งบน Machine และใช้ร่างกาย (Body weight)

โดยไม่ต้องมีเทรนเนอร์ส่วนตัว

 

เรารู้สึกว่าการมีคนมาเทรนให้

จะเป็นการบังคับ ตัวเองมากเกินไป

เราจะทำเท่าที่เราทำได้ก็พอแล้ว

ส่วนเรื่องการคาร์ดิโอ

เราเลิกวิ่ง หันมาปั่นจักรยาน

และเรียนเต้นซัลซ่าแทน

ซึ่งทำให้เราลืมการเผาผลาญไขมัน

ด้วยการวิ่งแบบน่าเบื่อไปเลย

 

ด้านอาหารการกิน

เราเป็นคนชอบกินบุฟเฟต์มาก

ถ้าจะให้หักดิบเลยก็ไม่ไหว

ก็มีกินบ้าง แต่มื้ออื่นๆจะเป็นมื้อที่มีประโยชน์จริงๆ

เน้นโปรตีนและผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่เราชอบที่สุดของการกิน

จะเป็นช่วงเช้าที่ทำ Smoothie Bowl

และการดีท็อกซ์

ช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่สดชื่นมาก

นอกจากจะดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อแล้ว

การขับถ่ายคือดีขึ้นมาก

 

ทุกอย่างตอนนี้เป็นความสุข

ของการออกกำลังกายสำหรับเราเลยจริงๆ

เทคนิคง่ายๆส่วนตัวคือ

ออกกำลังกายให้พอเหมาะ

กินน้อยไม่ช่วย กินให้อิ่ม

เเต่ต้องอิ่มแบบมีประโยชน์

และพักผ่อนให้เพียงพอ

 

จ๋อมแจ๋มเชื่อว่า

ถ้าเราไม่ได้ต้องการมีรูปร่างที่ดี

เพื่อจะไปประกวดหรือแข่งกับใคร

ขอแค่มีสุขภาพที่ดี

และทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ที่เราวางไว้ก็พอแล้ว ทำทุกอย่างเพื่อตัวเรา

ไม่ต้องทำเพื่อเอาไปวัดกับใคร เเค่นี้ก็มีความสุขมากๆเเล้ว”

-จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา เครือคำ

Facebook: JomJam Supatcha


ค้นพบ”พลังชีวิต” จากการทำให้ร่างกายมีการยืดหยุ่น

อ้อค้นพบ”พลังชีวิต”ของตัวเอง
จากการทีทำให้ร่างกายมี”ความยืดหยุ่น”
.
.
เเปลกเนอะ 
มันเกี่ยวอะไรกัน????
.
.
ครึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พยายามอย่างมาก
ในการศึกษาเรื่อง จักระ(Chakras)
หรือ (ศูนย์พลังงานของร่างกาย)
เเต่ความพยายามนั้นก็ไม่เป็นผล
จนกระทั่งยอมรับการออกกำลังกาย
ที่เน้นการยืดตัว
ทำให้มีความยืดหยุ่น
มาปฏิบัติด้วย “ความเข้าใจ”
.
.
ก่อนหน้านี้ อ้อเคยฝึกโยคะ เเละออกกำลังกายหลายๆเเบบ
เเต่ไม่เคยเข้าใจว่าทำไปทำไม
เข้าใจเเค่พื้นๆว่าธรรมชาติบำบัด
ก็คงต้องออกกำลังเพื่อสมดุล
“ร่างกาย เเละ จิตใจ”
.
.
เเต่ทันทีที่เริ่มมีอาการปวดหลังปวดใหล่
อ้อเริ่มจำเป็นต้องเข้าใจการยืด
เพื่อรักษาตัวเอง!!!”!!
เริ่มต้องออกกำลังกาย
ด้วยวิธีที่ช่วยลดอาการปวด
มันจึงต้องยืดอย่างมีวินัย …
.
.
เเต่ความเจ็บปวดนั้นนำมาซึ่ง
การค้นพบประโยชน์การยืด
(ดีนะที่ปวด)
คือการปลดปล่อยพลังงานที่เรามี
ที่เก็บซ่อนไว้ออกมาสู่โลกภายนอก
ปลดปล่อยความเครียด ความตึง
ความเเน่นสะสมที่อยู่ในร่างกาย
มาหลาย10ปี


การยืด หรือการทำท่าที่เน้นการยืดหยุ่น
(เช่น โยคะ เป็นต้น)
คือการปล่อยให้ออกซิเจนเข้าไปในจุดต่างๆ
ที่มีความเเน่นตึง มีความเครียดสะสม
มีความเเข็งเเต่อ่อนเเอ
ไม่มีความยืดหยุ่น ขาดของเหลวตามข้อ
ให้ออกซิเจนเข้าไปทำงาน

29136916_1462418080533858_2232988342260072448_n
ลองจินตนาการข้อต่อที่ชนกัน
เบียดกันเเบบไม่มีน้ำมันมาหล่อลื่น
การยืด. จึงช่วยให้ของเหลว
ระบบเลือดมีการไหลเวียน
ให้จุดที่มีความเครียด เเน่นตึง
ปลดปล่อยพลังงาน สารพิษออกมา
(ในทางวิทย์ฯร่างกายผลิตสารเคมีได้เองอยู่เเล้ว เช่น เมื่อเราเครียด สารเคมีที่ร่างกายผลิต
ก็จะไปสะสมตามจุดที่อ่อนเเอต่างๆของร่างกาย)
.
.
พอกล้ามเนื้อข้อต่อเริ่มมีช่องว่าง
เราหายใจเอาออกซิเจน
เอาพลังงานใหม่
พลังงานดีเข้าไป
โห เหมือนเป็นการดีท็อกส์กล้ามเนื้อดีๆนี่เอง!!”!
.
.
เเล้วมันดียังไง?????
มันคือการสร้างร่างกายใหม่
มันคือการปลดปล่อยทุกสิ่งอย่างที่เราเเบกมา
มันคือการเป็นอิสระของร่างกายที่จะเคลื่อนไหว
มันคือการเป็นอิสระจากทุกสิ่งกีดขวางที่เกิดจากความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวในร่างกาย
.
.
เมื่อร่างกายเปิด
จุดที่เป็นศูนย์พลังงานของร่างกาย
หรือพลังงานชีวิต หรือจักระเปิด
คราวนี้เเหละ
เตรียมรับมือกับมันดีๆ
เพราะสติรับรู้ถึงพลังที่ตนเองมี
มันยิ่งใหญ่จริงๆ

29177763_1462418117200521_3720930571698831360_n

Yoga by the pool @green place Chiangmai, Thailand


ยิ้มเปลี่ยนชีวิต ข้อดีของการเป็นคนยิ้มง่าย ที่คุณไม่ควรพลาด

วันนี้เอามาฝากกัน
#เทคนิคชีวิตเเฮ้ปปี้ มีความสุข ด้วยการ”ยิ้ม”!!!!
รวย มีสเน่ห์ สุขภาพดี สร้างได้เเค่คุณยิ้ม ไม่เชื่อใช่มั้ย???? ท้าพิสูจน์ด้วยตัวเอง เเต่ก่อนจะเริ่ม มาฟังรีวิวจากอ้อก่อน55555

#ส่วนมากเราทุกคน ทราบกันดีอยู่เเล้วว่าการยิ้ม มีข้อดีมากมาย ทำให้โลกสดใส ทำให้คนรอบข้างมีความสุข เเต่หารู้ไม่ว่าประโยชน์มันมีอีกเยอะมากมากกกกกกกกกกกกก เเละวันนี้จะมาเเชร์เพื่อนๆจากประสบการณ์ของอ้อเอง #จิตวิทยาง่ายๆ #เรียนรู้ไว้ไม่เสียหาย #มีเเต่ได้กับได้นะจ้ะขอบอกกก

1.ทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น ในการเดิน นั่ง นอน ทำงาน ฯลฯ

เพราะพลังเยอะ หมายความว่าเราสามารถทำอะไรได้อีกเยอะเเยะ การยิ้มเยอะเป็นการสร้างพลังทางอ้อมให้ตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกภุงวันที่เราหน้าบูดทั้งวัน วันนั้นเเทบจะเป็นวันที่ไม่อยากทำอะไรเลยยยยยย จริงไหม????

2.มีสเน่ห์

คุณไม่ต้องสวย เเต่คุณก็สามารถสร้างสเน่ห์ให้ตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องเพื่อเพศตรงข้ามอย่างเดียว เเต่เป็นการดึงดูทุกเพศ เพื่อสัมพันธ์ไมตรีอันดี การส่งยิ้มห้กับคนอื่นๆ สร้างมิตรมากกว่าศัตรู ทำให้คนอยากเข้าหา อยากคบค้าสมาคม ถ้ามัวเเต่หน้าบูดหน้าบึ้ง จากที่ไม่อยากมีคนไม่ชอบ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเราไม่พอใจ พาลเป็นขยาดไม่กล้าเข้าใกล้ เกิดเป็นความบาดหมางในจิตใจไปอีก

นอกจากนี้ คนทุกคนมักสวยหล่อ ดูดีขึ้นถึง 90% จากการยิ้มอีกด้วย ข้อนี้นี่เเหละที่จะช่วยเราสร้างสเน่ห์ขึ้นมาได้

3.มีความอิ่ม

อิ่มเอมในจิตใจอย่างไรละ!! ยิ้ม สร้างความสุขได้ในชั่ววินาที ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ (เเหน่ๆๆ ยิ้มกันใหญ่เลยละสิ5555)

4.เพิ่มความสามารถในการพลิกเหตุการณ์ด้านลบให้เป็นบวก

ทำให้มองโลกในเเง่ดีมากขึ้นนั่นเอง เพราะถึงเเม้ว่าชีวิตอาจจะไม่ได้เดินบนทางเดินที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาย เเต่การยิ้ม สร้างความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุข ความรู้สึกขอบคุณชีวิต เเถมเป็นการฝังชิพลงไปในจิตใต้สำนึกว่า ตอนนี้เรามีความสุข(ทุกๆครั้งที่ยิ้ม)

ทำไมนะเหรอ?????
เพราะจิตใต้สำนึกไม่รู้เลย ว่าเรายิ้มจริงหรือเราฝึกยิ้มอยู่ มันจะจดจำผ่านกายภาพ เเละเมื่อทำบ่อยๆ จิตใต้สำนึกก็จะรีโปรเเกรมใหม่ ซึ่งจะบังคับพฤติกรรมของเรา(ที่ถูกขับเคลื่อนส่วนมากด้วยจิตใต้สำนึก) ให้เป็นไปในทางที่เป็นบวกมากขึ้น !!

5. เครียดน้อยลง

เคยเป็นมั้ยคะ ที่เราเครียดเเต่เราไม่รู้ตัว
สิ่งนี้เกิดขึ้น อาจสังเกตได้จาก อยากทานอะไรเยอะๆ หวานๆ มากๆ อยากออกไปเเฮงค์เอาท์ อยากทำอะไรสักอย่างโดยที่ไม่มีสาเหตุ อารมณ์เเปรปรวน บางคนอยากนอนตลอดเวลา หรือบางคนก็นอนไม่กลับไปเลย

มีหลายครั้งที่เราจับความเครียดของตัวเองได้ เเต่หลายครั้งก็จับไม่ได้ เพราะฉะนั้น!!! กันไว้ดีกว่าเเก้ ฝึกยิ้มบ่อยๆ โลกจะสดใสกว่าเดิมเป็นกอง เเถมความเครียดน้อยลง ไม่ส่งผลทำร้ายสุขภาพ

สุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็ดีตามไปอีก โอ้โห คุ้มมมมมมม

6.สร้างสังคมพลังบวก ช่วยเหลือกัน ซัพพอทกัน

ข้อนี้อาจมองเห็นภาพยากหน่อย เเต่ลองนึกดูนะคะว่า เมื่อเราเป็นคนยิ้มง่าย คนที่เข้าหาเราก็มีเเนวโน้มว่าจะเป็นคนประเภทเดียวกัน คือเมืออยู่ด้วยกันก็ส่งผลให้มีเเต่พลังบวกบวก เมื่อเจอปัญหา ต่างช่วยกันใช้วิธีทอง คือ พลิกวิกฤษให้เป็นโอกาส นั่นเเหละค่ะ ที่มาของการมีกัลญาณมิตรที่ดี

สุดท้าย การฝึกเป็นคนยิ้มง่ายทำไม่ยาก

ไม่เเนะนำให้ฝึกยิ้มหน้ากระจก เพราะมันดูไม่จริงเเต่ให้ลองฝึกยิ้ม กัทุกเหตุการณ์ที่เกิดกับคุณเเล้วยิ้มให้มัน

มีคนโพสอวยพรวันเกิด ยิ้มให้กับมิตรภาพ
เดินสะดุดขาเตียง ยิ้มให้กับความห่วงใยของขาเตียงที่เตือนเราให้ระมัดระวังก่อนจะไปสะดุดบันไดที่อาจทำให้เเขนขาหักได้
ยิ้มให้กับวันฝนตก ที่ทำให้ตัวเราเปียกปอนเเต่ก็ทำให้สวยราวกับนางเอกเกาหลีในมิวสิคอกหัก
ยิ้มให้กับตุ๊กเเก เเมงสาบ เป็นการบอกลาก่อนถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักร
ยิ้มให้กับเกรด F ที่สนให้ไม่ขี้เกียจ ถีบตัวเองออกจากที่นอนตอนเช้าๆในวันฝนตกอากาศ 25 องศา

จงเปลี่ยนเรื่องร้ายให้เป็นเรื่องน่ายินดี น่าขำขัน

เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ คุณเลือกจะมองอะไร คุณก็จะเห็นสิ่งนั้น ยิ้มเยอะๆ เพื่อตาคู่ใหม่ หูใหม่ หัวใจใหม่ เเละชีวิตใหม่กันเถอะค่ะ!

อ้อ บียอนเดอะฟิต
#สุขภาพจิตดีชีวิตมีสุข


กว่าจะรู้ตัวว่าเเพ้อาหาร!!…ก็เมื่อรักษาสิวเรื้อรังไม่หายสักที

อ้อเป็นคนนึง ที่ชอบทานมาก เติบโตมากับครอบครัวที่มีร้านอาหาร ชอบทำอาหารเเละกำลังมีโปรเจคจะทำร้านอาหาร(เเต่รอบนี้คงขอเเบบที่เฮ้ลตี้หน่อย) เพราะฉะนั้น จึงกินได้ทุกอย่างไม่เลือก …โดยเฉพาะของหวานเเละอาหารประเภทเเป้ง
พอมาศึกษาสาเหตุของการเป็นสิวของตัวเอง ทีเป็นมาตลอด
พบว่าตนเองมีภาวะลำไส้รั่วเเละการสะสมสารพิษในร่างกายค่อนข้างเยอะ 

…รู้ได้อย่างไรว่าตนเองมีการสะสมสารพิษเยอะ (สังเกตุดูนะคะ ว่าตนเองมีปัจจัยใดบ้างในลิสต์)

1.ความเครียด ทำให้ร่างกายสร้างสารพิษเอง สะสมอยู่ตามจุดต่างๆของร่างกาย

2.ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือการติดสเตียรอยด์ เเละการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันบูดที่สัมผัสกับร่างกายของตัวเองตลอดเวลา เช่น ในเครื่องสำอางค์ ยาสีฟัน ลิปสติค โลชั่น น้ำยาทาเล็บ-ล้างเล็บ เป็นต้น

3.มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว

4.ระบบการย่อยไม่ค่อยดี น้ำหนักขึ้นลงง่าย

5.ท้องผูกเป็นประจำ

6.ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ทำให้ตับอ่อนเเอ ทำงานหนัก ไม่สามารถขับสารพิษออกได้ตามปกติ (เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำลง ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งเเปลกปลอมได้ทำให้ติดเชื่อไวรัสเหล่านี้ได้ง่าย)

7.มีอาการวิงเวียนศีรษะ เมื่อออกกำลังกายเเบบยืดเส้น โยคะ

8.นอนหลับยาก

เมื่อตัดสินใจรักษาสิวเเนวอายุรเวช ที่มีการดีท็อกส์ร่างกาย เปลี่ยนการกินเเนวธรรมชาติ หันมากินของสดมากขึ้น (ปรึกษาวิธีการดีท็อกส์ @weserveorganic) ผลที่ได้รับคือสิวอักเสบดีขึ้นมากๆ จากที่ตื่นมาสิวไม่มีหัวสีเเดงบวมเป่ง จุดต่างๆไม่ซ้ำกัน มีอาการเจ็บ ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะความร้อนในร่างกายเริ่มถูกกำจัดออกไป สารพิษเริ่มถูกกำจัดออกไปเรื่อยๆ เริ่มใจชื้นขึ้นมาเยอะ
เเต่เเล้ว…สิวมันก็ยังไม่หายไป เพราะหลังจากช่วงดีท็อกส์ ก็ยังไม่ได้ตัดอาหารบางประเภท เช่น นม ไข่ อาหารเผ็ด เเละอาหารเเปรรูปจำพวกเเป้ง เส้น เเละเบเกอรี่(เเม้จะทานไม่บ่อย) พบว่าตัวเองยังมีสิวหัวขาว สิวเม็ดเล็กๆ มีหัวบ้างไม่มีหัวบ้าง สิวอักเสบเล็กๆตามเเก้ม มีขึ้นมาตลอดประปรายไปเรื่อยๆ จนเกิดอาหารสงสัยว่าเอ้ะ เราก็ทานอาหารดีเเล้วนะทำไมยังไม่หายอีกละ เริ่มท้อใจเเล้วนะ!!
จนมาถึงจุดที่สงสัยว่า….เอ้ะ! นี่เราเเพ้อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันรึเปล่า???? เพราะเราเกิดมาเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเเพ้อาหารชนิดไหน จึงเริ่มคิดเเล้วว่า อาจจะต้องงดอาหารพวกนี้ทีละตัวดู เเล้วดูว่าเราเเพ้อันไหนอยู่บาง
เริ่มเลยค่ะ เริ่มกันที่อาหารเผ็ด อ้อมีร้านประจำที่ไปสั่งพวกยำสลัด ส้มตำ ตำผลไม้ ต้มยำเห็ด เเละที่ทำเองบ้างที่ใส่น้ำพริกข่า(ของโปรด) ลองงดพวกนี้ดูเเค่ 7 วัน มาเลยค่ะ สิวอักเสบสีเเดงเล็กๆที่ตามมาหลอกหลอนตามเเก้ม หาย!!!!!!!! มันหายจริงๆ เพราะคุณหมอที่เคยไปฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายด้วย เค้าเคยถามว่า ชอบทานอาหารเผ็ดเป็นประจำรึเปล่า มีผลต่อการเป็นสิวนะ ถึงเวลาเรียนรู้เลย เกี่ยวจริงๆ
ตัวที่สอง คือ ไข่ …อันนี้เเล้วเเต่คนนะคะ อ้องดจากทานทุกวัน วันละ 1-2 ฟอง ติดไข่มาก ช่วงที่ไม่ทานเลย 7 วัน สิวก็ยุบนะ เเต่บอกไม่ได้ว่าจุดไหน มันเป็นสิวที่กระจายทั่วไป หลังๆอยากมากๆก็ลดเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟองต่ออาทิตย์ รู้สึกโอเคมากขึ้นค่ะ สิวน้อยลง
ตัวที่สาม เบเกอรี่ ส่วนตัวเป็นคนชอบทานอาหารอะไรก็จะทานซ้ำๆ เพราะฉะนั้นเบเกอร์รี่จะเป็นชนิดเดียวเลยคือบราวนี่ ปกติรู้ตัวอยู่เเล้วว่าเวลาทานไป ลำไส้จะได้ยินเสียงโครกครากๆ (ไม่รู้คนอื่นเป็นรึเปล่า) พอข้ามวันปุ้ป มาเลยค่ะ สิวที่คาง (มันเร็วจริงๆ) เเละรวมถึงตัวที่สี่ด้วย คือ อาหารประเภทข้าวขาวเเละเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี้ด้วย จะขึ้นที่คางตลอดเลย ซึ่งนั่นหมายถึงว่า อาหารจำพวกน้ำตาล ถ้าอ้อทาน สิวที่คางจะขึ้นเเบบทันทีข้ามวัน เพราะฉะนั้น 7 วันที่งดเบเกอรี่เเละของหวาน สิวที่คางหาย!!!!
ตัวที่ห้า คือ นม ตัวนี้ตัดก่อนได้ไวที่สุด (เเต่เอามาเขียนท้ายสุด) เป็นคนที่ย่อยนมไม่ค่อยดีค่ะ ทานนมวัวเเล้วท้องเสีย อีกอย่างพอทานเเล้วสิวขึ้นประปรายทันทีเป็นเเบบไม่มีหัว เพราะนมมีฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนักมากขึ้น ทำให้หน้ามัน หน้าเเห้ง เกิดการเป็นสิวตามมา อ้อหยุดตัวนี้ได้ค่อนข้างไว เพราะรู้ว่าตัวเองเเพ้ไวค่ะ
เพื่อนๆอาจมีอาการเเพ้อาหารไม่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งคือคนที่เป็นสิวเรื้อรัง มักมีภูมิต้านทานที่ต่ำกว่าคนอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งเเปลกปลอมได้ดีนัก ทำให้เป็นสิวตามมาได้ง่ายๆ
วิธีทดสอบอาการเเพ้อาหาร คือการหยุดทานอาหารเหล่านั้นทีละตัวค่ะ ถ้าหยุดเเล้วสิวดีขึ้นเเสดงว่าเเพ้ ส่วนตัวอ้อทำเองครั้งละ 3วันก็เห็นผลละ เพื่อนๆอาจทำนานถึง 7 วันก็จะได้ผลลัพท์ที่ชัดเจนกว่า สำคัญมากที่เราต้องรู้ จะได้ไม่เสียเวลารักษาสิวนานๆนะคะ
มีคำถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาอ้อ ยินดีให้คำเเนะนำ…สามารถอินบ็อกส์เข้ามาได้ในเพจเลยจ้า 🙂
อ้อ Beyond The Fit

 


8 อาหารโพรไบโอติกส์ เพิ่มเเบคทีเรียชนิดดี ที่มาของสุขภาพดี ภูมิต้านทานเเข็งเเรง

ก่อนอ่านบทความนี้ เรามาทำความรู้จักกับคำศัพท์ในวงการเเพทย์ทางเลือกกันก่อนดีกว่านะคะ 🙂

โพรไบโอติกส์ คือ เเบคทีเรียชนิดดี (จุินทรย์ที่มีชีวิต) เป็นเเบคทีเรียสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ ที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่แต่เดิมในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียที่ดีมีจำนวนมากขึ้น และแบคทีเรียที่ไม่ดีจำนวนลดลง โพรไบโอติกส์ จะช่วยทำให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เเต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเเบคทีเรียด้วย โดยเมื่อทานไปเเล้ว เเบคทีเรียเหล่านี้จะไปสร้างอาณาจักรตั้งรกรากอยู่ในลำไส้ใหญ่ของเราค่ะ

พาโทเจน คือ จุลินทรีย์ก่อโรค ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในมนุษย์และสัตว์ ที่มักทำให้ท้องอืด ท้องเสีย สร้างสารก่อมะเร็ง สารที่มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ จุลินทรีย์ก่อโรคที่สำคัญในอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ ได้แก่ แบคทีเรีย รา ไวรัส และ ปรสิต

พรีไบโอติกส์ คือ  อาหารซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยและถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติก (probiotic)  พบในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในผัก เช่น รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก กระเทียม หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล และเมล็ดธัญพืชบางชนิด

ซินไบโอติก คือ พรีไบโอติกและโปรไบโอติกที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งภาวะนี้จะเป็นผลดีต่อร่างกายมาก ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ภายในทางเดินอาหารให้เหมาะสม ทำให้โพรไบโอติกมีการย่อยสลายในระบบนิเวศน์จุลินทรีย์ที่มีการแข่งขันกัน

เอาละคะ เมื่อเราพอจะรู้จักคำศัพท์เฉพาะกันบ้างเเล้ว เเล้วไอเจ้าโพรไบโอติกส์ นี่มันดีอย่างไร…

ในลำไส้ของคนเรานั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ หรือ จุลินทรีย์อาศัยอยู่มากมาย จำนวนจุลินทรีย์ในร่างกายมีมากกว่าจำนวนเซลล์ในร่างกายเสียอีกและส่วนมาอาศัยอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ จุลินทรีย์สามารถแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ
1. จุลินทรีย์ชนิดดี (โพรไบโอติกนั่นเอง)
2. จุลินทรีย์ชนิดไม่ดี

หน้าที่ของโพรไบโอติกส์

– ช่วยย่อยและดูดซึมสารอาหาร ถ้าในลำไส้ไม่มีแบคทีเรียชนิดดี ร่างกายจะไม่สามารถย่อยสลายสารอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ
– ช่วยป้องกันและทำลายสารพิษและสารเคมีบางชนิดที่ร่างกายได้รับเข้ามา เช่น, Bisphenol A (BPA)  ที่พบในขวดพลาสติก ,ยาฆ่าแมลง เช่น Coumaphos ,Diazinon, Parathion , และMethylparathion ๆลๆ ผ่านกระบวนการ ย่อยสลายให้สารพิษนั้นเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และลดการดูดซึมสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย
– ช่วยเม็ดเลือดขาวในการต้อสู้เชื้อโรค
– ป้องกันภูมิแพ้  แบคทีเรียชนิดดีสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถแยกแยะว่าสารไหนเป็นสารก่อภูมิแพ้ และสารไหนเป็นสารพี่ปลอดภัยกับร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
– เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันของคนนั้นร้อยละ 80% อยู่ที่ลำไส้ แบคทีเรียชนิดดีเป็นตัวควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้
– สร้างกรดแลคติกเพื่อสร้างสมดุล Phในลำไส้

หน้าที่ของของจุลินทรีย์ก่อโรค

– ปลี่ยนสารอาหารที่ดีที่เราทานเข้าไปเป็นสารพิษ เช่น เชื้อราตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า Candida albicans มันเปลี่ยนน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ไปเป็นแอลกอฮอล์(ไม่ต้องกินเหล้าเลยมันสร้างให้) และสารที่มีพิษต่อร่างกายกว่า 180 ชนิดซึ่งมีชื่อเรียกว่า mycotoxins
– สารพิษเหล่านี้จะไปทำร้ายเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดอาการปวดหัว,เพลีย,ทำร้ายระบบไทรอยด์ ,และทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล ทำให้ภูมิคุ้มกันตก จนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ๆลๆ
– Candida และสารพิษที่มันสร้างขึ้น เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆมากมายเช่น  ปวดหัว ผื่น ปวดข้อเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่มเศร้า ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ประจำเดือนมาไม่ปรกติ ภูมิแพ้ ปัญหาในการย่อยอาหาร ๆลๆ

โพรไบโอติกส์ชนิดที่นิยมรับประทานกัน มักเป็นเเบคทีเรียชนิดที่สามารถสร้างกรดแล็กทิกได้ (lactic acid) ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) โดยประโยชน์โดยย่อของโพรไบโอติกส์ มีดังนี้

1. ช่วยรักษาและป้องกันโรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อ lactobacillus ช่วยรักษาโรคอุจจาระร่วงสามารถทำให้หายเร็วขึ้นประมาณ 1 วัน

2. ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ ช่วยย่อยสลายคอเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้

3. ช่วยในการทำงานของลำไส้ เช่น ช่วยลดอาการท้องผูกได้ เกิดการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้สามารถขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น

4. ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบย่อยอาหาร

5. สามารถผลิตวิตามินต่างๆ เช่น Vitamin B1, Vitamin B2, vitamin B6, Vitamin B12, biotin (vitamin H) nicotinic acid และ folic acid ได้

6. มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิตโดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ angiotensin-converting enzyme (ACE inhibitor) ส่งผลให้ความดัน
โลหิตลดลง

7. มีผลโดยตรงต่อการย่อยอาหาร ช่วยรักษาภาวะลำไส้รั่ว ที่มาของสิว ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เเละมีผลต่อการลดน้ำหนัก

(อ่านประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ฉบับเต็ม http://www.calpis-lacto.com/assets/about/pdf/Journal_of_Royal_ThaiArmy_Nurses.pdf)

8 อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ ที่มักได้รับการเเนะนำจากเเพทย์ทางเลือก

  • โยเกิร์ต
  • ชีสจากการบ่ม
  • คีเฟอร์หรือ บัวหิมะธิเบต
  • กะหล่ำปลีดอง หรือ sauerkraut ในภาษาฝรั่ง
  • มิโซะ หรือซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น
  • เทมเป้ หรือ ถั่วเหลืองหมัก
  • กิมจิ
  • ผักดอง

549aa993461e462712b033881d6f4355185a13f2

คอมบูชะ

kefir1

คีเฟอร์

kimchi_im.png

กิมจิ

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักควบคู่กับการทานโพรไบโอกติกส์ ยังมีน้ำหนักที่ลดลงเร็วกว่าผู้ที่ควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระบบลำไส้ที่ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่ามีประสิทธิภาพ Cr. วารสาร British Journal of Nutrition เมื่อปี ค.ศ. 2004

อย่างไรก็ตาม เเม้โพรไบโอติกส์จะมีประโยชน์มากมาย การเลือกซื้อควรได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์สงสุดที่ผู้บริโภคจะได้รับ เเละโพรไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำจัดพาโทเจนหรือเเบคทีเรียก่อโรคได้ หากมื้ออาหารยังคงประกอบไปด้วยอาหารที่เป็นอาหารของเเบคทีเรียเหล่านี้ เช่น น้ำตาล อาหารเเปรรูป เป็นต้น

เนื่องจากเเบคทีเรียเหล่านี้สามารถเเบ่งตัวได้เป็นล้านๆตัว ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ อาจารย์ของผู้เขียนยังเลยเล่าให้ฟังอีกว่า เเบคทีเรียพวกนี้มีสติปัญญามากกว่ามนุษย์ เพราะมันรู้จักวิธีหลบหลีกการทำลายล้างพวกมันเป็นอย่างดีT^T เเม้ว่าจะทานอาหารดีเเค่ไหน หากไม่ทำเป็นประจำมันก็ยังสามารถไปซ่อนเเอบตามเนื้อเยื่อในระดับที่ลึกลงไป โดยเฉพาะจุดต่างๆที่อ่อนเเอของร่างกาย

ดังนั้น การดูเเลอาหารเเบบองค์รวม จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นลำดับเเรกๆเลยละคะ 🙂

ขอบคุณที่มา http://www.foodnetworksolution.com


14 อาหารเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ที่มาของผิวสวย หุ่นดี สุขภาพดี

ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system)

หมายถึง ระบบที่คอยปกป้องร่างกายของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะจุลชีพก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เช่น เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตไปเป็นมะเร็ง อวัยวะของผู้อื่นที่ปลูกถ่ายเข้ามาในร่างกาย การได้รับเลือดผิดหมู่ สารก่อภูมิแพ้ ฯลฯ สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายตรวจจับได้เรียกว่า แอนติเจน (antigen) แอนติเจนที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเรียกว่า อิมมูโนเจน (immunogen)

Immune-System-Function.png

สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่จุลินทรีย์ที่อยู่รอบตัวเหล่านี้ไม่ใช่เชื้อก่อโรคแต่ประการใด แต่ก็มีจุลินทรีย์อีกมากมายที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อ เรียกว่าเชื้อโรค (pathogen) เพื่อป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคเหล่านี้ มนุษย์มีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่อย่างทรงประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคออกไป หากภูมิคุ้มกันบกพร่อง แม้จะพัฒนายาต้านจุลชีพที่ดีเลิศเพียงใด ก็อาจจะไม่สามารถรักษาชีวิตคนเราจากโรคติดเชื้อไว้ได้ เพราะการที่จะหายจากโรคติดเชื้อได้นั้น ภูมิคุ้มกันในร่างกายเป็นผู้ช่วยตัวสำคัญที่สุด (ที่มา: wikipedia)

ร่างกายของเราจริงๆเเล้วมีระบบภูมิคุ้มกันที่เยี่ยมยอดอยู่เเล้ว เเต่เพียงเพราะเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร การอยู่ในที่เเออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การล้างมือไม่สะอาด ฝุ่นควันตามท้องถนน ก่อให้เกิดการสะสมของจุลินทรีย์ก่อโรค

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน การทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยทำให้ระบบกำจัดสิ่งเเปลกปลอมของเราทำงานได้ดีขึ้น

  1. มะละกอ
  2. มะม่วงสุก
  3. ฟักทอง
  4. กระเทียม
  5. เเอปเปิ้ลเขียว
  6. เเก้วมังกร
  7. ขมิ้น
  8. ชาเขียว
  9. พริกเเดง
  10. อัลมอนด์
  11. ผักโขม
  12. ขิง
  13. บล็อกโคลี่
  14. เมล็ดทานตะวัน

โดยอาหารทั้ง 14 อย่างนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารที่อยู่ในหมวดเสริมสรา้งภุมิต้านทาน ที่มีสารอาหารจำเป็นคือ เบต้าเเคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี ซีลีเนียม สังกะสี โอเมก้าสาม เเละอาหารที่มีเเบคทีเรียชนิดดี

– เบต้าแคโรทีน มีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง/สีส้มจัดๆ หรือในผักใบเขียวจัด
– วิตามินซี พบในผักใบสีเขียวต่างๆ และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
– วิตามินอี พบในน้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว งา ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว

IMG_9967

– วิตามินบี พบในผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ ตับ ไข่ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ
– ซีลีเนียม พบในอาหารทะเล ตับ ไต เนื้อสัตว์ กระเทียม ไข่ และธัญพืช
– สังกะสี พบในถั่วต่าง ๆ
– กระเทียม เป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ในกระเทียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
– กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี พบมากในปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล ซาร์ดีน และธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดปอ รวมทั้งพืชผักใบเขียว
– โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะยับยั้งการเกิดจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยอาหาร เช่น แบคทีเรีย รา หรือยีสต์ รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดีให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ถ้าอยากมีร่างกายเเข็งเเรง ผิวสวย หุ่นดี หรือสุขภาพที่ดีเเบบยั่งยืน อย่าลืมเลือกอาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารของคุณนะคะ 🙂

StockSnap_2033C482D4

อ้อ Beyond The Fit


ทานถั่วอัลมอนด์ ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ??

พูดถึงถั่ว “อัลมอนด์” บ่อยมาก
วันนี้มาดูข้อมูลเชิงลึกกันอีกสักหน่อยดีกว่า
ว่าอัลมอนด์นี้…มันดียังไง 🙂
หลายๆคนรู้เเล้วว่าถั่วอัลมอนด์ ถือเป็นของว่างช่วงลดน้ำหนักที่ดีมากๆ (รวมถึงเวลาที่ไม่ได้ลดน้ำหนักด้วย)
เพราะอะไรนะหรือ ไปดูคำตอบกันจ้า
——
1. เป็นของว่างที่อิ่มท้อง
ถั่วอัลมอนด์ทานเเเล้วอิ่มนาน ช่วยลดความหิวโหยระหว่างวันได้ในช่วงที่เราคุมอาหาร เพราะอัลมอนด์ เป็นถั่วเปลือกเเข็งเเละมีไขมันดีอยู่ จึงทำให้อิ่มท้องนาน ระงับความหิวได้ดีมากๆ ลดการกินจุบกินจิบ
2. มีคุณค่าทางอาหารสูง
อัลมอนด์มีคุณค่าทางอาหารสูง เเละสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ มากด้วย เป็น 1 ใน 10 ของ super Food หรือสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น และแถมยังมีปริมาณที่มากเสียด้วย เช่น คาร์โบไฮเดรต กรดไขมันอิ่มตัวเเละไม่อิ่มตัว วิตามินบี 1 2 3 5 6 9 ธาตุเหล็ก เเคลเซียม เเมงกานีส โพเเทสเซียม เเมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น
3.ให้พลังงานสูง
อัลมอนด์เป็นถั่วที่มีโปรตีนสูงมาก จึงให้พลังงานเเก่ร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างความเจริญเติบโต ช่วยรักษาสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ฯลฯ
 
4. ปริมาณไขมันดีสูง
ถึงเเม้ว่าใน 100 กรัมจะมีไขมันมากถึง 49.42 กรัม (เยอะมาก) แต่น่าประหลาดใจที่มันสามารถช่วยลดน้ำหนักและความอ้วนได้จริง ๆ เพราะมีปริมาณไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตัวสูงมากกว่าไขมันชนิดอิ่มตัวกว่า 10 เท่า
มีงานวิจัยจาก International Journal of Obesity พบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์วันละ 70 เมล็ดอัลมอนด์จะช่วยลดรอบเอวได้ถึง 7 นิ้ว !! ซึ่งมากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 2 นิ้ว ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการรับประทานอัลมอนด์จะช่วยลดการทานจุบจิบหรือขนมขบเคี้ยว และลดระดับไขมันเลวได้เป็นอย่างดี
5.ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย
อัลมอนด์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) และลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โดยงานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในอเมริกาและยุโรปพบว่า การรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4%
6.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
อัลมอนด์ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ถึง 30-50% เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นถูกดูดซึมเก็บไว้ที่ตับและเนื้อเยื่ออื่น ๆ จึงมีผลทำให้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
—-
วิธีทานถั่วอัลมอนด์ที่ได้ผลมากที่สุด
(ทานปกติก็ดีอยู่เเล้ว…ยังมีวิธีทานที่ดีกว่านี้อีก!)
#คือน้ำไปแช่น้ำ(เเล้วทาน)
หรือนำอัลมอลด์ที่เเช่น้ำเเล้วปั่นเป็นนมอัลมอลด์ค่ะ
ถั่วอัลมอนด์ที่เเช่น้ำ
จะย่อยง่ายกว่า โดยวิธีการคือ
นำเมล็ดอัลมอนด์สะอาด
ไปแช่น้ำทิ้งไว้ข้ามคืน
จากนั้นสามารถนำมาทาน
หรือทำนมอัลมอนด์ได้
โดยปั่นรวมกับน้ำสะอาด
แล้วกรองแยกกาก
โดยน้ำอัลมอนด์จะมีประโยชน์
มากกว่าการทานอัลมอนด์ปกติ
เพราะปกติเปลือกอัลมอนด์
มีสีน้ำตาลที่ห่อหุ้มเมล็ด
จะมีสารยับยังให้ปล่อยเอนไซม์
เพื่อให้งอกต้นอ่อน
หลังจากแช่น้ำแล้ว
สารอาหารในอัลมอนด์จะเพิ่มขึ้น
เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ
ที่ให้ความชุ่มชื้น
กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ทำให้เมล็ดงอกเป็นต้นอ่อน
ร่างกายเราก็จะย่อย
และดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นได้
แถมเนื้ออัลมอนด์ยังนิ่มอีกด้วยนะเออ
——
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัลมอนด์จะมีประโยชน์มากก็จริง แต่มันก็มีข้อเสียที่คุณควรจะรู้ไว้ เนื่องจากถั่วชนิดนี้มีสารออกซาเลต (Oxalates) ซึ่งการได้รับเข้าไปในปริมาณอาจจะไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเท่าไหร่ และสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคไตหรือถุงน้ำดีด้วยแล้ว ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานอัลมอนด์ไว้ก็จะดีที่สุด
ขอบคุณที่มา medthai.com ด้วยค่ะ
——
อยากผอมอยากสุขภาพดี
อย่าลืมหาของว่างดีๆอร่อยๆมาเคี้ยวเพลินให้ดีต่อใจกันนะคะ
#สุขภาพดีจากภายใน
#ธรรมาติบำบัด
#หุ่นดีอยู่ในครัว
รักทุกคนมากมาย,
อ้อ Beyond The Fit