บทสัมภาษณ์…ที่จะทำให้คุณอยากลุกไปออกกำลังกาย! กับ จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา สาวมั่น ผู้รักหลงการออกกำลังกาย

 

วันนี้ มาฟังเรื่องราวให้เเรงบันดาลใจกันเถอะค่ะ

อ้อขอเเนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ “จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา เครือคำ”

สาวมั่น คิดบวก ผู้รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

ที่เธอเล่าให้อ้อฟังว่า 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกาย

เเละการเปลี่ยนเเปลงตัวเอง ทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น ทั้งสุขภาพดี หุ่นดี

เเละจะไม่มีวันหยุด เดินทางสู่สายเฮ้ลท์!!

(นั่นไง บอกเเล้วว่าชีวิตเปลี่ยนทุกคน ถ้าได้ลองหันมาดูเเลตัวเอง อิอิ)

——-

จ๋อมเเจ๋ม มีวิธีดูเเลตัวเองอย่างไรเเละอะไร??? คือจุดเปลี่ยนของเธอ

ไปอ่านเรื่องราวของเธอกันดีกว่าค่ะ 🙂

cats

” สวัสดีค่ะ ชื่อจ๋อมแจ๋มนะคะ

เกริ่นก่อนว่าเมื่อก่อนไม่ชอบออกกำลังกาย

หรือดูแลตัวเองเลย แต่ตอนนี้

กลายเป็นคนชอบออกกำลังกายไปแล้วค่ะ

 

ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

ก็ออกมาได้เกือบสองปีแล้ว

ส่วนตัวจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักอยู่ 2 อย่าง

คือ น้ำหนักน้อยเกินไป และอ้วนเกินไป

ปัญหาแรกเป็นมาตั้งแต่เด็กๆนุ่นเลย

เพราะเมื่อก่อนทึกทักเอาเอง

ว่าเราเป็นคนอ้วนมาตลอด

ทั้งๆที่คนในครอบครัวและเพื่อน

ก็บอกว่าผอมมาก แต่เราไม่เชื่อ

เพราะเวลาก้มมองตัวเอง

เราจะรู้สึกว่า ผอมตรงไหนเหรอ

อ้วนขนาดนี้

 

ผลคือเราพยายามกินให้น้อยที่สุด

แถมออกกำลังกายน้อยครั้งมาก

เพราะแค่กินน้อยก็ผอมแล้ว

พอเห็นตัวเองในกระจกตอนนั้น

เราก็คิดนะว่าตัวเองหุ่นดี

หน้าท้องไม่มี แขนเรียว ขาเรียว

น้ำหนักแค่ 47 กิโล

และพอวันไหนน้ำหนักขึ้นมา 48

จะเป็นช่วงที่นอยด์มากเพราะคิดว่าตัวเองอ้วนละ

 

พอขึ้นมหาลัยช่วงปี 2

ปัญหาเรื่องผอมหมดไป

แต่ประเด็นเรื่องน้ำหนักเยอะเข้ามาแทน

เป็นช่วงที่อ้วนที่สุด

เพราะน้ำหนักพุ่งไปถึง 67

ตอนนั้นปิดเทอม

เลยตระเวนกินกับเพื่อนแบบหนักหน่วงมาก

มื้อดึกแค่ไหนก็ไป

ทีนี้เหนียงมา แก้มบวม พุงออก

แขนขาย้วย ทุกอย่างคือมาหมดเลย

 

ความคิดตอนนั้นคือไม่ได้ละ

ต้องออกกำลังกายและกินแต่อาหารคลีน

เน้นผัก ผลไม้ และงดทุกอย่างที่จะทำให้อ้วน

วิ่งทุกเย็น วิ่งนานมากเป็นชั่วโมงๆ

ผอมลง แต่…ร่างกายไม่มีความกระชับ

ผอมลงเหลือแต่กระดูก

และที่สำคัญไม่มีความสุขเลย

เพราะกินน้อยเกินไป

อันนี้ก็ต้องอด อันนี้ก็ต้องงด

ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร

และระบบขับถ่ายอย่างแรง

 

นอกจากนั้นจ๋อมแจ๋มเป็นคนไม่ชอบวิ่ง

(ณ เวลานั้นไม่รู้จักวิธีลดความอ้วนแบบอื่นเลย

ไม่รู้จักการคาร์ดิโอหรือเล่นเวทใดๆทั้งสิ้น)

แต่ด้วยความอยากผอม

มันทำให้จิตเราสั่งการไปเองอัตโนมัติเลย

ว่าต้องวิ่ง วิ่งเท่านั้น!

 

จุดเปลี่ยนของการดูแลตัวเองเลย

มาจาก 3 ปัญหานี้

คือไม่มีความสุขในแต่ละมื้ออาหาร

การขับถ่ายที่ผิดปกติ และไม่ชอบวิ่ง

จึงทำให้หันมาสนใจวิธีการดูแลตัวเอง

ในแบบที่ทำให้ตัวเองมีความสุข

ไม่ต้องฝืนตัวเอง พอเริ่มหาข้อมูล

จึงได้รู้ว่าการออกกำลังกาย

มีหลากหลายรูปแบบมาก

และที่ทำให้เราสนใจมากที่สุด

คือการ Weight Training และการกินคลีน

แต่ไม่ต้องจ๋ามาก บอกตามตรงที่ผ่านมา

เราไปยิมเพราะมีความเชื่อแบบผิดๆมาตลอดว่า

การออกกำลังกายแบบนี้

จะทำให้มีกล้ามน่าเกลียด

และตัวจะใหญ่เหมือนผู้ชาย

มันเป็นความเชื่อที่ผิดมากกกก

เพราะกล้ามเนื้อผู้หญิงอย่างเราๆไม่ได้ขึ้นง่าย

และขนาดเป็นเรื่องที่เราควบคุมเองได้

จากการออกกำลังกายและการกิน

 

จึงตัดสินใจว่าฉันจะต้องฟิตและเฟิร์ม

ตัดภาพความผอมแต่เสียสุขภาพแบบที่เคยเป็นไปได้เลย

 

ไปยิมครั้งแรก เล่นทุกอย่าง

ไม่มีความรู้อะไรเลย

แต่คำกล่าวที่ว่า  

Practice makes perfect นี่จริง

เพราะตอนนี้เราก็เข้าใจ

และออกเองได้หมด

ทั้งบน Machine และใช้ร่างกาย (Body weight)

โดยไม่ต้องมีเทรนเนอร์ส่วนตัว

 

เรารู้สึกว่าการมีคนมาเทรนให้

จะเป็นการบังคับ ตัวเองมากเกินไป

เราจะทำเท่าที่เราทำได้ก็พอแล้ว

ส่วนเรื่องการคาร์ดิโอ

เราเลิกวิ่ง หันมาปั่นจักรยาน

และเรียนเต้นซัลซ่าแทน

ซึ่งทำให้เราลืมการเผาผลาญไขมัน

ด้วยการวิ่งแบบน่าเบื่อไปเลย

 

ด้านอาหารการกิน

เราเป็นคนชอบกินบุฟเฟต์มาก

ถ้าจะให้หักดิบเลยก็ไม่ไหว

ก็มีกินบ้าง แต่มื้ออื่นๆจะเป็นมื้อที่มีประโยชน์จริงๆ

เน้นโปรตีนและผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่เราชอบที่สุดของการกิน

จะเป็นช่วงเช้าที่ทำ Smoothie Bowl

และการดีท็อกซ์

ช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่สดชื่นมาก

นอกจากจะดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อแล้ว

การขับถ่ายคือดีขึ้นมาก

 

ทุกอย่างตอนนี้เป็นความสุข

ของการออกกำลังกายสำหรับเราเลยจริงๆ

เทคนิคง่ายๆส่วนตัวคือ

ออกกำลังกายให้พอเหมาะ

กินน้อยไม่ช่วย กินให้อิ่ม

เเต่ต้องอิ่มแบบมีประโยชน์

และพักผ่อนให้เพียงพอ

 

จ๋อมแจ๋มเชื่อว่า

ถ้าเราไม่ได้ต้องการมีรูปร่างที่ดี

เพื่อจะไปประกวดหรือแข่งกับใคร

ขอแค่มีสุขภาพที่ดี

และทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ที่เราวางไว้ก็พอแล้ว ทำทุกอย่างเพื่อตัวเรา

ไม่ต้องทำเพื่อเอาไปวัดกับใคร เเค่นี้ก็มีความสุขมากๆเเล้ว”

-จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา เครือคำ

Facebook: JomJam Supatcha


ยิ้มเปลี่ยนชีวิต ข้อดีของการเป็นคนยิ้มง่าย ที่คุณไม่ควรพลาด

วันนี้เอามาฝากกัน
#เทคนิคชีวิตเเฮ้ปปี้ มีความสุข ด้วยการ”ยิ้ม”!!!!
รวย มีสเน่ห์ สุขภาพดี สร้างได้เเค่คุณยิ้ม ไม่เชื่อใช่มั้ย???? ท้าพิสูจน์ด้วยตัวเอง เเต่ก่อนจะเริ่ม มาฟังรีวิวจากอ้อก่อน55555

#ส่วนมากเราทุกคน ทราบกันดีอยู่เเล้วว่าการยิ้ม มีข้อดีมากมาย ทำให้โลกสดใส ทำให้คนรอบข้างมีความสุข เเต่หารู้ไม่ว่าประโยชน์มันมีอีกเยอะมากมากกกกกกกกกกกกก เเละวันนี้จะมาเเชร์เพื่อนๆจากประสบการณ์ของอ้อเอง #จิตวิทยาง่ายๆ #เรียนรู้ไว้ไม่เสียหาย #มีเเต่ได้กับได้นะจ้ะขอบอกกก

1.ทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น ในการเดิน นั่ง นอน ทำงาน ฯลฯ

เพราะพลังเยอะ หมายความว่าเราสามารถทำอะไรได้อีกเยอะเเยะ การยิ้มเยอะเป็นการสร้างพลังทางอ้อมให้ตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ลองนึกภุงวันที่เราหน้าบูดทั้งวัน วันนั้นเเทบจะเป็นวันที่ไม่อยากทำอะไรเลยยยยยย จริงไหม????

2.มีสเน่ห์

คุณไม่ต้องสวย เเต่คุณก็สามารถสร้างสเน่ห์ให้ตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องเพื่อเพศตรงข้ามอย่างเดียว เเต่เป็นการดึงดูทุกเพศ เพื่อสัมพันธ์ไมตรีอันดี การส่งยิ้มห้กับคนอื่นๆ สร้างมิตรมากกว่าศัตรู ทำให้คนอยากเข้าหา อยากคบค้าสมาคม ถ้ามัวเเต่หน้าบูดหน้าบึ้ง จากที่ไม่อยากมีคนไม่ชอบ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเราไม่พอใจ พาลเป็นขยาดไม่กล้าเข้าใกล้ เกิดเป็นความบาดหมางในจิตใจไปอีก

นอกจากนี้ คนทุกคนมักสวยหล่อ ดูดีขึ้นถึง 90% จากการยิ้มอีกด้วย ข้อนี้นี่เเหละที่จะช่วยเราสร้างสเน่ห์ขึ้นมาได้

3.มีความอิ่ม

อิ่มเอมในจิตใจอย่างไรละ!! ยิ้ม สร้างความสุขได้ในชั่ววินาที ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ (เเหน่ๆๆ ยิ้มกันใหญ่เลยละสิ5555)

4.เพิ่มความสามารถในการพลิกเหตุการณ์ด้านลบให้เป็นบวก

ทำให้มองโลกในเเง่ดีมากขึ้นนั่นเอง เพราะถึงเเม้ว่าชีวิตอาจจะไม่ได้เดินบนทางเดินที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาย เเต่การยิ้ม สร้างความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุข ความรู้สึกขอบคุณชีวิต เเถมเป็นการฝังชิพลงไปในจิตใต้สำนึกว่า ตอนนี้เรามีความสุข(ทุกๆครั้งที่ยิ้ม)

ทำไมนะเหรอ?????
เพราะจิตใต้สำนึกไม่รู้เลย ว่าเรายิ้มจริงหรือเราฝึกยิ้มอยู่ มันจะจดจำผ่านกายภาพ เเละเมื่อทำบ่อยๆ จิตใต้สำนึกก็จะรีโปรเเกรมใหม่ ซึ่งจะบังคับพฤติกรรมของเรา(ที่ถูกขับเคลื่อนส่วนมากด้วยจิตใต้สำนึก) ให้เป็นไปในทางที่เป็นบวกมากขึ้น !!

5. เครียดน้อยลง

เคยเป็นมั้ยคะ ที่เราเครียดเเต่เราไม่รู้ตัว
สิ่งนี้เกิดขึ้น อาจสังเกตได้จาก อยากทานอะไรเยอะๆ หวานๆ มากๆ อยากออกไปเเฮงค์เอาท์ อยากทำอะไรสักอย่างโดยที่ไม่มีสาเหตุ อารมณ์เเปรปรวน บางคนอยากนอนตลอดเวลา หรือบางคนก็นอนไม่กลับไปเลย

มีหลายครั้งที่เราจับความเครียดของตัวเองได้ เเต่หลายครั้งก็จับไม่ได้ เพราะฉะนั้น!!! กันไว้ดีกว่าเเก้ ฝึกยิ้มบ่อยๆ โลกจะสดใสกว่าเดิมเป็นกอง เเถมความเครียดน้อยลง ไม่ส่งผลทำร้ายสุขภาพ

สุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็ดีตามไปอีก โอ้โห คุ้มมมมมมม

6.สร้างสังคมพลังบวก ช่วยเหลือกัน ซัพพอทกัน

ข้อนี้อาจมองเห็นภาพยากหน่อย เเต่ลองนึกดูนะคะว่า เมื่อเราเป็นคนยิ้มง่าย คนที่เข้าหาเราก็มีเเนวโน้มว่าจะเป็นคนประเภทเดียวกัน คือเมืออยู่ด้วยกันก็ส่งผลให้มีเเต่พลังบวกบวก เมื่อเจอปัญหา ต่างช่วยกันใช้วิธีทอง คือ พลิกวิกฤษให้เป็นโอกาส นั่นเเหละค่ะ ที่มาของการมีกัลญาณมิตรที่ดี

สุดท้าย การฝึกเป็นคนยิ้มง่ายทำไม่ยาก

ไม่เเนะนำให้ฝึกยิ้มหน้ากระจก เพราะมันดูไม่จริงเเต่ให้ลองฝึกยิ้ม กัทุกเหตุการณ์ที่เกิดกับคุณเเล้วยิ้มให้มัน

มีคนโพสอวยพรวันเกิด ยิ้มให้กับมิตรภาพ
เดินสะดุดขาเตียง ยิ้มให้กับความห่วงใยของขาเตียงที่เตือนเราให้ระมัดระวังก่อนจะไปสะดุดบันไดที่อาจทำให้เเขนขาหักได้
ยิ้มให้กับวันฝนตก ที่ทำให้ตัวเราเปียกปอนเเต่ก็ทำให้สวยราวกับนางเอกเกาหลีในมิวสิคอกหัก
ยิ้มให้กับตุ๊กเเก เเมงสาบ เป็นการบอกลาก่อนถูกเนรเทศออกจากราชอาณาจักร
ยิ้มให้กับเกรด F ที่สนให้ไม่ขี้เกียจ ถีบตัวเองออกจากที่นอนตอนเช้าๆในวันฝนตกอากาศ 25 องศา

จงเปลี่ยนเรื่องร้ายให้เป็นเรื่องน่ายินดี น่าขำขัน

เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ คุณเลือกจะมองอะไร คุณก็จะเห็นสิ่งนั้น ยิ้มเยอะๆ เพื่อตาคู่ใหม่ หูใหม่ หัวใจใหม่ เเละชีวิตใหม่กันเถอะค่ะ!

อ้อ บียอนเดอะฟิต
#สุขภาพจิตดีชีวิตมีสุข