บทสัมภาษณ์…ที่จะทำให้คุณอยากลุกไปออกกำลังกาย! กับ จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา สาวมั่น ผู้รักหลงการออกกำลังกาย

 

วันนี้ มาฟังเรื่องราวให้เเรงบันดาลใจกันเถอะค่ะ

อ้อขอเเนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ “จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา เครือคำ”

สาวมั่น คิดบวก ผู้รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

ที่เธอเล่าให้อ้อฟังว่า 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกาย

เเละการเปลี่ยนเเปลงตัวเอง ทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น ทั้งสุขภาพดี หุ่นดี

เเละจะไม่มีวันหยุด เดินทางสู่สายเฮ้ลท์!!

(นั่นไง บอกเเล้วว่าชีวิตเปลี่ยนทุกคน ถ้าได้ลองหันมาดูเเลตัวเอง อิอิ)

——-

จ๋อมเเจ๋ม มีวิธีดูเเลตัวเองอย่างไรเเละอะไร??? คือจุดเปลี่ยนของเธอ

ไปอ่านเรื่องราวของเธอกันดีกว่าค่ะ 🙂

cats

” สวัสดีค่ะ ชื่อจ๋อมแจ๋มนะคะ

เกริ่นก่อนว่าเมื่อก่อนไม่ชอบออกกำลังกาย

หรือดูแลตัวเองเลย แต่ตอนนี้

กลายเป็นคนชอบออกกำลังกายไปแล้วค่ะ

 

ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

ก็ออกมาได้เกือบสองปีแล้ว

ส่วนตัวจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักอยู่ 2 อย่าง

คือ น้ำหนักน้อยเกินไป และอ้วนเกินไป

ปัญหาแรกเป็นมาตั้งแต่เด็กๆนุ่นเลย

เพราะเมื่อก่อนทึกทักเอาเอง

ว่าเราเป็นคนอ้วนมาตลอด

ทั้งๆที่คนในครอบครัวและเพื่อน

ก็บอกว่าผอมมาก แต่เราไม่เชื่อ

เพราะเวลาก้มมองตัวเอง

เราจะรู้สึกว่า ผอมตรงไหนเหรอ

อ้วนขนาดนี้

 

ผลคือเราพยายามกินให้น้อยที่สุด

แถมออกกำลังกายน้อยครั้งมาก

เพราะแค่กินน้อยก็ผอมแล้ว

พอเห็นตัวเองในกระจกตอนนั้น

เราก็คิดนะว่าตัวเองหุ่นดี

หน้าท้องไม่มี แขนเรียว ขาเรียว

น้ำหนักแค่ 47 กิโล

และพอวันไหนน้ำหนักขึ้นมา 48

จะเป็นช่วงที่นอยด์มากเพราะคิดว่าตัวเองอ้วนละ

 

พอขึ้นมหาลัยช่วงปี 2

ปัญหาเรื่องผอมหมดไป

แต่ประเด็นเรื่องน้ำหนักเยอะเข้ามาแทน

เป็นช่วงที่อ้วนที่สุด

เพราะน้ำหนักพุ่งไปถึง 67

ตอนนั้นปิดเทอม

เลยตระเวนกินกับเพื่อนแบบหนักหน่วงมาก

มื้อดึกแค่ไหนก็ไป

ทีนี้เหนียงมา แก้มบวม พุงออก

แขนขาย้วย ทุกอย่างคือมาหมดเลย

 

ความคิดตอนนั้นคือไม่ได้ละ

ต้องออกกำลังกายและกินแต่อาหารคลีน

เน้นผัก ผลไม้ และงดทุกอย่างที่จะทำให้อ้วน

วิ่งทุกเย็น วิ่งนานมากเป็นชั่วโมงๆ

ผอมลง แต่…ร่างกายไม่มีความกระชับ

ผอมลงเหลือแต่กระดูก

และที่สำคัญไม่มีความสุขเลย

เพราะกินน้อยเกินไป

อันนี้ก็ต้องอด อันนี้ก็ต้องงด

ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร

และระบบขับถ่ายอย่างแรง

 

นอกจากนั้นจ๋อมแจ๋มเป็นคนไม่ชอบวิ่ง

(ณ เวลานั้นไม่รู้จักวิธีลดความอ้วนแบบอื่นเลย

ไม่รู้จักการคาร์ดิโอหรือเล่นเวทใดๆทั้งสิ้น)

แต่ด้วยความอยากผอม

มันทำให้จิตเราสั่งการไปเองอัตโนมัติเลย

ว่าต้องวิ่ง วิ่งเท่านั้น!

 

จุดเปลี่ยนของการดูแลตัวเองเลย

มาจาก 3 ปัญหานี้

คือไม่มีความสุขในแต่ละมื้ออาหาร

การขับถ่ายที่ผิดปกติ และไม่ชอบวิ่ง

จึงทำให้หันมาสนใจวิธีการดูแลตัวเอง

ในแบบที่ทำให้ตัวเองมีความสุข

ไม่ต้องฝืนตัวเอง พอเริ่มหาข้อมูล

จึงได้รู้ว่าการออกกำลังกาย

มีหลากหลายรูปแบบมาก

และที่ทำให้เราสนใจมากที่สุด

คือการ Weight Training และการกินคลีน

แต่ไม่ต้องจ๋ามาก บอกตามตรงที่ผ่านมา

เราไปยิมเพราะมีความเชื่อแบบผิดๆมาตลอดว่า

การออกกำลังกายแบบนี้

จะทำให้มีกล้ามน่าเกลียด

และตัวจะใหญ่เหมือนผู้ชาย

มันเป็นความเชื่อที่ผิดมากกกก

เพราะกล้ามเนื้อผู้หญิงอย่างเราๆไม่ได้ขึ้นง่าย

และขนาดเป็นเรื่องที่เราควบคุมเองได้

จากการออกกำลังกายและการกิน

 

จึงตัดสินใจว่าฉันจะต้องฟิตและเฟิร์ม

ตัดภาพความผอมแต่เสียสุขภาพแบบที่เคยเป็นไปได้เลย

 

ไปยิมครั้งแรก เล่นทุกอย่าง

ไม่มีความรู้อะไรเลย

แต่คำกล่าวที่ว่า  

Practice makes perfect นี่จริง

เพราะตอนนี้เราก็เข้าใจ

และออกเองได้หมด

ทั้งบน Machine และใช้ร่างกาย (Body weight)

โดยไม่ต้องมีเทรนเนอร์ส่วนตัว

 

เรารู้สึกว่าการมีคนมาเทรนให้

จะเป็นการบังคับ ตัวเองมากเกินไป

เราจะทำเท่าที่เราทำได้ก็พอแล้ว

ส่วนเรื่องการคาร์ดิโอ

เราเลิกวิ่ง หันมาปั่นจักรยาน

และเรียนเต้นซัลซ่าแทน

ซึ่งทำให้เราลืมการเผาผลาญไขมัน

ด้วยการวิ่งแบบน่าเบื่อไปเลย

 

ด้านอาหารการกิน

เราเป็นคนชอบกินบุฟเฟต์มาก

ถ้าจะให้หักดิบเลยก็ไม่ไหว

ก็มีกินบ้าง แต่มื้ออื่นๆจะเป็นมื้อที่มีประโยชน์จริงๆ

เน้นโปรตีนและผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่

สิ่งที่เราชอบที่สุดของการกิน

จะเป็นช่วงเช้าที่ทำ Smoothie Bowl

และการดีท็อกซ์

ช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่สดชื่นมาก

นอกจากจะดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อแล้ว

การขับถ่ายคือดีขึ้นมาก

 

ทุกอย่างตอนนี้เป็นความสุข

ของการออกกำลังกายสำหรับเราเลยจริงๆ

เทคนิคง่ายๆส่วนตัวคือ

ออกกำลังกายให้พอเหมาะ

กินน้อยไม่ช่วย กินให้อิ่ม

เเต่ต้องอิ่มแบบมีประโยชน์

และพักผ่อนให้เพียงพอ

 

จ๋อมแจ๋มเชื่อว่า

ถ้าเราไม่ได้ต้องการมีรูปร่างที่ดี

เพื่อจะไปประกวดหรือแข่งกับใคร

ขอแค่มีสุขภาพที่ดี

และทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ที่เราวางไว้ก็พอแล้ว ทำทุกอย่างเพื่อตัวเรา

ไม่ต้องทำเพื่อเอาไปวัดกับใคร เเค่นี้ก็มีความสุขมากๆเเล้ว”

-จ๋อมเเจ๋ม สุพัฒชา เครือคำ

Facebook: JomJam Supatcha


กว่าจะรู้ตัวว่าเเพ้อาหาร!!…ก็เมื่อรักษาสิวเรื้อรังไม่หายสักที

อ้อเป็นคนนึง ที่ชอบทานมาก เติบโตมากับครอบครัวที่มีร้านอาหาร ชอบทำอาหารเเละกำลังมีโปรเจคจะทำร้านอาหาร(เเต่รอบนี้คงขอเเบบที่เฮ้ลตี้หน่อย) เพราะฉะนั้น จึงกินได้ทุกอย่างไม่เลือก …โดยเฉพาะของหวานเเละอาหารประเภทเเป้ง
พอมาศึกษาสาเหตุของการเป็นสิวของตัวเอง ทีเป็นมาตลอด
พบว่าตนเองมีภาวะลำไส้รั่วเเละการสะสมสารพิษในร่างกายค่อนข้างเยอะ 

…รู้ได้อย่างไรว่าตนเองมีการสะสมสารพิษเยอะ (สังเกตุดูนะคะ ว่าตนเองมีปัจจัยใดบ้างในลิสต์)

1.ความเครียด ทำให้ร่างกายสร้างสารพิษเอง สะสมอยู่ตามจุดต่างๆของร่างกาย

2.ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือการติดสเตียรอยด์ เเละการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันบูดที่สัมผัสกับร่างกายของตัวเองตลอดเวลา เช่น ในเครื่องสำอางค์ ยาสีฟัน ลิปสติค โลชั่น น้ำยาทาเล็บ-ล้างเล็บ เป็นต้น

3.มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว

4.ระบบการย่อยไม่ค่อยดี น้ำหนักขึ้นลงง่าย

5.ท้องผูกเป็นประจำ

6.ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ทำให้ตับอ่อนเเอ ทำงานหนัก ไม่สามารถขับสารพิษออกได้ตามปกติ (เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำลง ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งเเปลกปลอมได้ทำให้ติดเชื่อไวรัสเหล่านี้ได้ง่าย)

7.มีอาการวิงเวียนศีรษะ เมื่อออกกำลังกายเเบบยืดเส้น โยคะ

8.นอนหลับยาก

เมื่อตัดสินใจรักษาสิวเเนวอายุรเวช ที่มีการดีท็อกส์ร่างกาย เปลี่ยนการกินเเนวธรรมชาติ หันมากินของสดมากขึ้น (ปรึกษาวิธีการดีท็อกส์ @weserveorganic) ผลที่ได้รับคือสิวอักเสบดีขึ้นมากๆ จากที่ตื่นมาสิวไม่มีหัวสีเเดงบวมเป่ง จุดต่างๆไม่ซ้ำกัน มีอาการเจ็บ ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะความร้อนในร่างกายเริ่มถูกกำจัดออกไป สารพิษเริ่มถูกกำจัดออกไปเรื่อยๆ เริ่มใจชื้นขึ้นมาเยอะ
เเต่เเล้ว…สิวมันก็ยังไม่หายไป เพราะหลังจากช่วงดีท็อกส์ ก็ยังไม่ได้ตัดอาหารบางประเภท เช่น นม ไข่ อาหารเผ็ด เเละอาหารเเปรรูปจำพวกเเป้ง เส้น เเละเบเกอรี่(เเม้จะทานไม่บ่อย) พบว่าตัวเองยังมีสิวหัวขาว สิวเม็ดเล็กๆ มีหัวบ้างไม่มีหัวบ้าง สิวอักเสบเล็กๆตามเเก้ม มีขึ้นมาตลอดประปรายไปเรื่อยๆ จนเกิดอาหารสงสัยว่าเอ้ะ เราก็ทานอาหารดีเเล้วนะทำไมยังไม่หายอีกละ เริ่มท้อใจเเล้วนะ!!
จนมาถึงจุดที่สงสัยว่า….เอ้ะ! นี่เราเเพ้อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันรึเปล่า???? เพราะเราเกิดมาเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเเพ้อาหารชนิดไหน จึงเริ่มคิดเเล้วว่า อาจจะต้องงดอาหารพวกนี้ทีละตัวดู เเล้วดูว่าเราเเพ้อันไหนอยู่บาง
เริ่มเลยค่ะ เริ่มกันที่อาหารเผ็ด อ้อมีร้านประจำที่ไปสั่งพวกยำสลัด ส้มตำ ตำผลไม้ ต้มยำเห็ด เเละที่ทำเองบ้างที่ใส่น้ำพริกข่า(ของโปรด) ลองงดพวกนี้ดูเเค่ 7 วัน มาเลยค่ะ สิวอักเสบสีเเดงเล็กๆที่ตามมาหลอกหลอนตามเเก้ม หาย!!!!!!!! มันหายจริงๆ เพราะคุณหมอที่เคยไปฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายด้วย เค้าเคยถามว่า ชอบทานอาหารเผ็ดเป็นประจำรึเปล่า มีผลต่อการเป็นสิวนะ ถึงเวลาเรียนรู้เลย เกี่ยวจริงๆ
ตัวที่สอง คือ ไข่ …อันนี้เเล้วเเต่คนนะคะ อ้องดจากทานทุกวัน วันละ 1-2 ฟอง ติดไข่มาก ช่วงที่ไม่ทานเลย 7 วัน สิวก็ยุบนะ เเต่บอกไม่ได้ว่าจุดไหน มันเป็นสิวที่กระจายทั่วไป หลังๆอยากมากๆก็ลดเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟองต่ออาทิตย์ รู้สึกโอเคมากขึ้นค่ะ สิวน้อยลง
ตัวที่สาม เบเกอรี่ ส่วนตัวเป็นคนชอบทานอาหารอะไรก็จะทานซ้ำๆ เพราะฉะนั้นเบเกอร์รี่จะเป็นชนิดเดียวเลยคือบราวนี่ ปกติรู้ตัวอยู่เเล้วว่าเวลาทานไป ลำไส้จะได้ยินเสียงโครกครากๆ (ไม่รู้คนอื่นเป็นรึเปล่า) พอข้ามวันปุ้ป มาเลยค่ะ สิวที่คาง (มันเร็วจริงๆ) เเละรวมถึงตัวที่สี่ด้วย คือ อาหารประเภทข้าวขาวเเละเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี้ด้วย จะขึ้นที่คางตลอดเลย ซึ่งนั่นหมายถึงว่า อาหารจำพวกน้ำตาล ถ้าอ้อทาน สิวที่คางจะขึ้นเเบบทันทีข้ามวัน เพราะฉะนั้น 7 วันที่งดเบเกอรี่เเละของหวาน สิวที่คางหาย!!!!
ตัวที่ห้า คือ นม ตัวนี้ตัดก่อนได้ไวที่สุด (เเต่เอามาเขียนท้ายสุด) เป็นคนที่ย่อยนมไม่ค่อยดีค่ะ ทานนมวัวเเล้วท้องเสีย อีกอย่างพอทานเเล้วสิวขึ้นประปรายทันทีเป็นเเบบไม่มีหัว เพราะนมมีฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนักมากขึ้น ทำให้หน้ามัน หน้าเเห้ง เกิดการเป็นสิวตามมา อ้อหยุดตัวนี้ได้ค่อนข้างไว เพราะรู้ว่าตัวเองเเพ้ไวค่ะ
เพื่อนๆอาจมีอาการเเพ้อาหารไม่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งคือคนที่เป็นสิวเรื้อรัง มักมีภูมิต้านทานที่ต่ำกว่าคนอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งเเปลกปลอมได้ดีนัก ทำให้เป็นสิวตามมาได้ง่ายๆ
วิธีทดสอบอาการเเพ้อาหาร คือการหยุดทานอาหารเหล่านั้นทีละตัวค่ะ ถ้าหยุดเเล้วสิวดีขึ้นเเสดงว่าเเพ้ ส่วนตัวอ้อทำเองครั้งละ 3วันก็เห็นผลละ เพื่อนๆอาจทำนานถึง 7 วันก็จะได้ผลลัพท์ที่ชัดเจนกว่า สำคัญมากที่เราต้องรู้ จะได้ไม่เสียเวลารักษาสิวนานๆนะคะ
มีคำถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาอ้อ ยินดีให้คำเเนะนำ…สามารถอินบ็อกส์เข้ามาได้ในเพจเลยจ้า 🙂
อ้อ Beyond The Fit

 


8 อาหารโพรไบโอติกส์ เพิ่มเเบคทีเรียชนิดดี ที่มาของสุขภาพดี ภูมิต้านทานเเข็งเเรง

ก่อนอ่านบทความนี้ เรามาทำความรู้จักกับคำศัพท์ในวงการเเพทย์ทางเลือกกันก่อนดีกว่านะคะ 🙂

โพรไบโอติกส์ คือ เเบคทีเรียชนิดดี (จุินทรย์ที่มีชีวิต) เป็นเเบคทีเรียสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ ที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่แต่เดิมในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียที่ดีมีจำนวนมากขึ้น และแบคทีเรียที่ไม่ดีจำนวนลดลง โพรไบโอติกส์ จะช่วยทำให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เเต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเเบคทีเรียด้วย โดยเมื่อทานไปเเล้ว เเบคทีเรียเหล่านี้จะไปสร้างอาณาจักรตั้งรกรากอยู่ในลำไส้ใหญ่ของเราค่ะ

พาโทเจน คือ จุลินทรีย์ก่อโรค ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในมนุษย์และสัตว์ ที่มักทำให้ท้องอืด ท้องเสีย สร้างสารก่อมะเร็ง สารที่มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ จุลินทรีย์ก่อโรคที่สำคัญในอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ ได้แก่ แบคทีเรีย รา ไวรัส และ ปรสิต

พรีไบโอติกส์ คือ  อาหารซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยและถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติก (probiotic)  พบในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในผัก เช่น รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก กระเทียม หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล และเมล็ดธัญพืชบางชนิด

ซินไบโอติก คือ พรีไบโอติกและโปรไบโอติกที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งภาวะนี้จะเป็นผลดีต่อร่างกายมาก ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ภายในทางเดินอาหารให้เหมาะสม ทำให้โพรไบโอติกมีการย่อยสลายในระบบนิเวศน์จุลินทรีย์ที่มีการแข่งขันกัน

เอาละคะ เมื่อเราพอจะรู้จักคำศัพท์เฉพาะกันบ้างเเล้ว เเล้วไอเจ้าโพรไบโอติกส์ นี่มันดีอย่างไร…

ในลำไส้ของคนเรานั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ หรือ จุลินทรีย์อาศัยอยู่มากมาย จำนวนจุลินทรีย์ในร่างกายมีมากกว่าจำนวนเซลล์ในร่างกายเสียอีกและส่วนมาอาศัยอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ จุลินทรีย์สามารถแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ
1. จุลินทรีย์ชนิดดี (โพรไบโอติกนั่นเอง)
2. จุลินทรีย์ชนิดไม่ดี

หน้าที่ของโพรไบโอติกส์

– ช่วยย่อยและดูดซึมสารอาหาร ถ้าในลำไส้ไม่มีแบคทีเรียชนิดดี ร่างกายจะไม่สามารถย่อยสลายสารอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ
– ช่วยป้องกันและทำลายสารพิษและสารเคมีบางชนิดที่ร่างกายได้รับเข้ามา เช่น, Bisphenol A (BPA)  ที่พบในขวดพลาสติก ,ยาฆ่าแมลง เช่น Coumaphos ,Diazinon, Parathion , และMethylparathion ๆลๆ ผ่านกระบวนการ ย่อยสลายให้สารพิษนั้นเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และลดการดูดซึมสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย
– ช่วยเม็ดเลือดขาวในการต้อสู้เชื้อโรค
– ป้องกันภูมิแพ้  แบคทีเรียชนิดดีสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถแยกแยะว่าสารไหนเป็นสารก่อภูมิแพ้ และสารไหนเป็นสารพี่ปลอดภัยกับร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
– เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันของคนนั้นร้อยละ 80% อยู่ที่ลำไส้ แบคทีเรียชนิดดีเป็นตัวควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้
– สร้างกรดแลคติกเพื่อสร้างสมดุล Phในลำไส้

หน้าที่ของของจุลินทรีย์ก่อโรค

– ปลี่ยนสารอาหารที่ดีที่เราทานเข้าไปเป็นสารพิษ เช่น เชื้อราตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า Candida albicans มันเปลี่ยนน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ไปเป็นแอลกอฮอล์(ไม่ต้องกินเหล้าเลยมันสร้างให้) และสารที่มีพิษต่อร่างกายกว่า 180 ชนิดซึ่งมีชื่อเรียกว่า mycotoxins
– สารพิษเหล่านี้จะไปทำร้ายเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดอาการปวดหัว,เพลีย,ทำร้ายระบบไทรอยด์ ,และทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล ทำให้ภูมิคุ้มกันตก จนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ๆลๆ
– Candida และสารพิษที่มันสร้างขึ้น เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆมากมายเช่น  ปวดหัว ผื่น ปวดข้อเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่มเศร้า ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ประจำเดือนมาไม่ปรกติ ภูมิแพ้ ปัญหาในการย่อยอาหาร ๆลๆ

โพรไบโอติกส์ชนิดที่นิยมรับประทานกัน มักเป็นเเบคทีเรียชนิดที่สามารถสร้างกรดแล็กทิกได้ (lactic acid) ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) โดยประโยชน์โดยย่อของโพรไบโอติกส์ มีดังนี้

1. ช่วยรักษาและป้องกันโรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อ lactobacillus ช่วยรักษาโรคอุจจาระร่วงสามารถทำให้หายเร็วขึ้นประมาณ 1 วัน

2. ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ ช่วยย่อยสลายคอเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้

3. ช่วยในการทำงานของลำไส้ เช่น ช่วยลดอาการท้องผูกได้ เกิดการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้สามารถขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น

4. ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบย่อยอาหาร

5. สามารถผลิตวิตามินต่างๆ เช่น Vitamin B1, Vitamin B2, vitamin B6, Vitamin B12, biotin (vitamin H) nicotinic acid และ folic acid ได้

6. มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิตโดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ angiotensin-converting enzyme (ACE inhibitor) ส่งผลให้ความดัน
โลหิตลดลง

7. มีผลโดยตรงต่อการย่อยอาหาร ช่วยรักษาภาวะลำไส้รั่ว ที่มาของสิว ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เเละมีผลต่อการลดน้ำหนัก

(อ่านประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ฉบับเต็ม http://www.calpis-lacto.com/assets/about/pdf/Journal_of_Royal_ThaiArmy_Nurses.pdf)

8 อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ ที่มักได้รับการเเนะนำจากเเพทย์ทางเลือก

  • โยเกิร์ต
  • ชีสจากการบ่ม
  • คีเฟอร์หรือ บัวหิมะธิเบต
  • กะหล่ำปลีดอง หรือ sauerkraut ในภาษาฝรั่ง
  • มิโซะ หรือซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น
  • เทมเป้ หรือ ถั่วเหลืองหมัก
  • กิมจิ
  • ผักดอง

549aa993461e462712b033881d6f4355185a13f2

คอมบูชะ

kefir1

คีเฟอร์

kimchi_im.png

กิมจิ

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักควบคู่กับการทานโพรไบโอกติกส์ ยังมีน้ำหนักที่ลดลงเร็วกว่าผู้ที่ควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระบบลำไส้ที่ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่ามีประสิทธิภาพ Cr. วารสาร British Journal of Nutrition เมื่อปี ค.ศ. 2004

อย่างไรก็ตาม เเม้โพรไบโอติกส์จะมีประโยชน์มากมาย การเลือกซื้อควรได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์สงสุดที่ผู้บริโภคจะได้รับ เเละโพรไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำจัดพาโทเจนหรือเเบคทีเรียก่อโรคได้ หากมื้ออาหารยังคงประกอบไปด้วยอาหารที่เป็นอาหารของเเบคทีเรียเหล่านี้ เช่น น้ำตาล อาหารเเปรรูป เป็นต้น

เนื่องจากเเบคทีเรียเหล่านี้สามารถเเบ่งตัวได้เป็นล้านๆตัว ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ อาจารย์ของผู้เขียนยังเลยเล่าให้ฟังอีกว่า เเบคทีเรียพวกนี้มีสติปัญญามากกว่ามนุษย์ เพราะมันรู้จักวิธีหลบหลีกการทำลายล้างพวกมันเป็นอย่างดีT^T เเม้ว่าจะทานอาหารดีเเค่ไหน หากไม่ทำเป็นประจำมันก็ยังสามารถไปซ่อนเเอบตามเนื้อเยื่อในระดับที่ลึกลงไป โดยเฉพาะจุดต่างๆที่อ่อนเเอของร่างกาย

ดังนั้น การดูเเลอาหารเเบบองค์รวม จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นลำดับเเรกๆเลยละคะ 🙂

ขอบคุณที่มา http://www.foodnetworksolution.com


14 อาหารเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ที่มาของผิวสวย หุ่นดี สุขภาพดี

ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system)

หมายถึง ระบบที่คอยปกป้องร่างกายของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะจุลชีพก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เช่น เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตไปเป็นมะเร็ง อวัยวะของผู้อื่นที่ปลูกถ่ายเข้ามาในร่างกาย การได้รับเลือดผิดหมู่ สารก่อภูมิแพ้ ฯลฯ สิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายตรวจจับได้เรียกว่า แอนติเจน (antigen) แอนติเจนที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเรียกว่า อิมมูโนเจน (immunogen)

Immune-System-Function.png

สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่จุลินทรีย์ที่อยู่รอบตัวเหล่านี้ไม่ใช่เชื้อก่อโรคแต่ประการใด แต่ก็มีจุลินทรีย์อีกมากมายที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อ เรียกว่าเชื้อโรค (pathogen) เพื่อป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคเหล่านี้ มนุษย์มีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่อย่างทรงประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคออกไป หากภูมิคุ้มกันบกพร่อง แม้จะพัฒนายาต้านจุลชีพที่ดีเลิศเพียงใด ก็อาจจะไม่สามารถรักษาชีวิตคนเราจากโรคติดเชื้อไว้ได้ เพราะการที่จะหายจากโรคติดเชื้อได้นั้น ภูมิคุ้มกันในร่างกายเป็นผู้ช่วยตัวสำคัญที่สุด (ที่มา: wikipedia)

ร่างกายของเราจริงๆเเล้วมีระบบภูมิคุ้มกันที่เยี่ยมยอดอยู่เเล้ว เเต่เพียงเพราะเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร การอยู่ในที่เเออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การล้างมือไม่สะอาด ฝุ่นควันตามท้องถนน ก่อให้เกิดการสะสมของจุลินทรีย์ก่อโรค

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน การทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยทำให้ระบบกำจัดสิ่งเเปลกปลอมของเราทำงานได้ดีขึ้น

  1. มะละกอ
  2. มะม่วงสุก
  3. ฟักทอง
  4. กระเทียม
  5. เเอปเปิ้ลเขียว
  6. เเก้วมังกร
  7. ขมิ้น
  8. ชาเขียว
  9. พริกเเดง
  10. อัลมอนด์
  11. ผักโขม
  12. ขิง
  13. บล็อกโคลี่
  14. เมล็ดทานตะวัน

โดยอาหารทั้ง 14 อย่างนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารที่อยู่ในหมวดเสริมสรา้งภุมิต้านทาน ที่มีสารอาหารจำเป็นคือ เบต้าเเคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี ซีลีเนียม สังกะสี โอเมก้าสาม เเละอาหารที่มีเเบคทีเรียชนิดดี

– เบต้าแคโรทีน มีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง/สีส้มจัดๆ หรือในผักใบเขียวจัด
– วิตามินซี พบในผักใบสีเขียวต่างๆ และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
– วิตามินอี พบในน้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว งา ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว

IMG_9967

– วิตามินบี พบในผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ ตับ ไข่ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ
– ซีลีเนียม พบในอาหารทะเล ตับ ไต เนื้อสัตว์ กระเทียม ไข่ และธัญพืช
– สังกะสี พบในถั่วต่าง ๆ
– กระเทียม เป็นเครื่องเทศที่มีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทาน โดยสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ในกระเทียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
– กรดโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี พบมากในปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล ซาร์ดีน และธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดปอ รวมทั้งพืชผักใบเขียว
– โยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยจะยับยั้งการเกิดจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยอาหาร เช่น แบคทีเรีย รา หรือยีสต์ รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดีให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ถ้าอยากมีร่างกายเเข็งเเรง ผิวสวย หุ่นดี หรือสุขภาพที่ดีเเบบยั่งยืน อย่าลืมเลือกอาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารของคุณนะคะ 🙂

StockSnap_2033C482D4

อ้อ Beyond The Fit


ทานถั่วอัลมอนด์ ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ??

พูดถึงถั่ว “อัลมอนด์” บ่อยมาก
วันนี้มาดูข้อมูลเชิงลึกกันอีกสักหน่อยดีกว่า
ว่าอัลมอนด์นี้…มันดียังไง 🙂
หลายๆคนรู้เเล้วว่าถั่วอัลมอนด์ ถือเป็นของว่างช่วงลดน้ำหนักที่ดีมากๆ (รวมถึงเวลาที่ไม่ได้ลดน้ำหนักด้วย)
เพราะอะไรนะหรือ ไปดูคำตอบกันจ้า
——
1. เป็นของว่างที่อิ่มท้อง
ถั่วอัลมอนด์ทานเเเล้วอิ่มนาน ช่วยลดความหิวโหยระหว่างวันได้ในช่วงที่เราคุมอาหาร เพราะอัลมอนด์ เป็นถั่วเปลือกเเข็งเเละมีไขมันดีอยู่ จึงทำให้อิ่มท้องนาน ระงับความหิวได้ดีมากๆ ลดการกินจุบกินจิบ
2. มีคุณค่าทางอาหารสูง
อัลมอนด์มีคุณค่าทางอาหารสูง เเละสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ มากด้วย เป็น 1 ใน 10 ของ super Food หรือสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น และแถมยังมีปริมาณที่มากเสียด้วย เช่น คาร์โบไฮเดรต กรดไขมันอิ่มตัวเเละไม่อิ่มตัว วิตามินบี 1 2 3 5 6 9 ธาตุเหล็ก เเคลเซียม เเมงกานีส โพเเทสเซียม เเมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น
3.ให้พลังงานสูง
อัลมอนด์เป็นถั่วที่มีโปรตีนสูงมาก จึงให้พลังงานเเก่ร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างความเจริญเติบโต ช่วยรักษาสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ฯลฯ
 
4. ปริมาณไขมันดีสูง
ถึงเเม้ว่าใน 100 กรัมจะมีไขมันมากถึง 49.42 กรัม (เยอะมาก) แต่น่าประหลาดใจที่มันสามารถช่วยลดน้ำหนักและความอ้วนได้จริง ๆ เพราะมีปริมาณไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตัวสูงมากกว่าไขมันชนิดอิ่มตัวกว่า 10 เท่า
มีงานวิจัยจาก International Journal of Obesity พบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์วันละ 70 เมล็ดอัลมอนด์จะช่วยลดรอบเอวได้ถึง 7 นิ้ว !! ซึ่งมากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 2 นิ้ว ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการรับประทานอัลมอนด์จะช่วยลดการทานจุบจิบหรือขนมขบเคี้ยว และลดระดับไขมันเลวได้เป็นอย่างดี
5.ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย
อัลมอนด์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) และลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โดยงานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในอเมริกาและยุโรปพบว่า การรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4%
6.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
อัลมอนด์ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ถึง 30-50% เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นถูกดูดซึมเก็บไว้ที่ตับและเนื้อเยื่ออื่น ๆ จึงมีผลทำให้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
—-
วิธีทานถั่วอัลมอนด์ที่ได้ผลมากที่สุด
(ทานปกติก็ดีอยู่เเล้ว…ยังมีวิธีทานที่ดีกว่านี้อีก!)
#คือน้ำไปแช่น้ำ(เเล้วทาน)
หรือนำอัลมอลด์ที่เเช่น้ำเเล้วปั่นเป็นนมอัลมอลด์ค่ะ
ถั่วอัลมอนด์ที่เเช่น้ำ
จะย่อยง่ายกว่า โดยวิธีการคือ
นำเมล็ดอัลมอนด์สะอาด
ไปแช่น้ำทิ้งไว้ข้ามคืน
จากนั้นสามารถนำมาทาน
หรือทำนมอัลมอนด์ได้
โดยปั่นรวมกับน้ำสะอาด
แล้วกรองแยกกาก
โดยน้ำอัลมอนด์จะมีประโยชน์
มากกว่าการทานอัลมอนด์ปกติ
เพราะปกติเปลือกอัลมอนด์
มีสีน้ำตาลที่ห่อหุ้มเมล็ด
จะมีสารยับยังให้ปล่อยเอนไซม์
เพื่อให้งอกต้นอ่อน
หลังจากแช่น้ำแล้ว
สารอาหารในอัลมอนด์จะเพิ่มขึ้น
เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ
ที่ให้ความชุ่มชื้น
กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ทำให้เมล็ดงอกเป็นต้นอ่อน
ร่างกายเราก็จะย่อย
และดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นได้
แถมเนื้ออัลมอนด์ยังนิ่มอีกด้วยนะเออ
——
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัลมอนด์จะมีประโยชน์มากก็จริง แต่มันก็มีข้อเสียที่คุณควรจะรู้ไว้ เนื่องจากถั่วชนิดนี้มีสารออกซาเลต (Oxalates) ซึ่งการได้รับเข้าไปในปริมาณอาจจะไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเท่าไหร่ และสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคไตหรือถุงน้ำดีด้วยแล้ว ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานอัลมอนด์ไว้ก็จะดีที่สุด
ขอบคุณที่มา medthai.com ด้วยค่ะ
——
อยากผอมอยากสุขภาพดี
อย่าลืมหาของว่างดีๆอร่อยๆมาเคี้ยวเพลินให้ดีต่อใจกันนะคะ
#สุขภาพดีจากภายใน
#ธรรมาติบำบัด
#หุ่นดีอยู่ในครัว
รักทุกคนมากมาย,
อ้อ Beyond The Fit

Self-love สร้างความสุขให้ชีวิตเเบบ Unlimited

Self-love คือการรักตัวเอง
เเต่เราเข้าใจ Self-love ได้ดีเเค่ไหนกัน?
เพราะถ้าเราเข้าใจมันอย่างเเท้จริง
ทำไมชีวิตเราถึงยังขึ้นๆลงๆ
ความสุขหายไปเเล้วกลับมายากจัง?
วันนี้ อ้อตั้งใจเอา10 กุญเเจสำคัญสร้าง Self-love มาฝาก
เพื่อให้ทุกคนสามารถเอาเทคนิคเหล่านี้
ไปสร้างความสุขในชีวิตคุณเเบบไม่รู้จบ!!
ที่จะเนรมิตทุกวันของคุณ
ให้เป็นวันพิเศษ
เเทบจะไม่ต้องลงมือลงเเรงอะไรเลย!
 
—–
1.เเคร์คนอื่นให้น้อยลง
สำหรับบางคนที่เป็น yesman หรือคนที่เเคร์คนอื่นมากๆ มักเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดมากว่าคนนั้นจะคิดอย่างไร จะโอเคกับสิ่งที่เราทำไหม จะพอใจในสิ่งที่เรามอบให้รึเปล่า โอ้โห รู้ตัวอีกทีปาไปครึ่งชีวิตเเล้ว ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเลย
 
การโฟกัสที่ตัวเอง ไม่ใช่การเเสดงความเห็นเเก่ตัว การโฟกัสที่ตัวเอง คือการเติมพลังให้ตัวเองก่อนที่จะส่งพลังดีๆออกไปให้คนอื่น รู้จักปฎิเสธบ้าง ฟังความต้องการของตัวเองมาเป็นอันดับ 1 เเล้วจะรู้ว่าการวางกระเป๋าที่เต็มไปด้วยก้อนหินอันหนักอึ้งมันเป็นอย่างไร
 
2. หาเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
ทฤษฎีอันนี้อ้อตั้งเอง(จากประสบการณ์ส่วนตัว555) เพราะการมีอยู่คนเดียวเงียบๆทำให้เรามีสติมากขึ้น ได้พักผ่อนกายพักผ่อนใจมากขึ้น ได้ปล่อยอารมณ์ อยากทำอะไรก็ทำ
 
มีงานวิจัยที่พบว่า คนส่วนใหญ่ มักมีปัญหาสุขภาพด้านร่างกายเเละจิตใจ เพราะไม่มีเวลาให้จิตใจได้พักผ่อนเลย สมองทำงานตลอด บางคนทำานหนัก บางคนเรียนหนัก ก่อให้เกิดความเครียดสะสม การอยู่เงียบๆคนเดียว จะช่วยทำให้เราผ่อนคลาย เเละเป็นอิสระมากขึ้นจากการที่ต้องอยู่ทามกลางผู้คนมากมายที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้
 
3.เลิกฟังเพลงที่มีข้อความด้านลบ
พลังของคำพูดมีมากมายมหาศาล หลายคนคงเคยเป็นที่ฟังเพลงเศร้าเเล้วน้ำตาไหลตามเพลง! จิตใต้สำนึกจะจดจำทุกสิ่งอย่างที่เราป้อนเข้าไป ส่งผลมาเป็นพฤติกรรมของเรา
 
ดังนั้น #จงระวังเพลงที่คุณฟังด้วย!
 
4.ขอบคุณตัวเองทุกวัน
พลังของGratitude หรือพลังของการสำนึกบุญคุณตัวเอง มีมากมายมหาศาล อย่าลืมว่าถ้าตัวเราเองไม่เคยขอบคุณตัวเอง มีเเต่ความคิดบั่นทอนว่าทำไมชั้นไม่ได้สิ่งนั้น ไม่ทำสิ่งนี้ เเล้วใครที่ไหนจะมาให้คุณค่ากับคุณหละ? เพราะเเม้เเต่คุณยังไม่ให้คุณค่ากับตัวเองเลย
 
5.ยิ้มบ่อยๆ
การยิ้มช่วยเติมพลังชีวิตทันที เพราะเมื่อเรายิ้มกล้ามเนื้อใบหน้าเราจะยกสูง ร่างมีการหลั่งฮอร์โมนเเห่งความสุขอัตโนมัติ ถ้าอยากหลอกล่อให้ร่างกายหลั่งสารเเห่งความสุขเยอะๆ อย่าลืมยิ้มบ่อยๆนะคะ !!!
 
6.เลือกคบเพื่อนดีๆ
ลองนึกภาพว่า หากคุณมีเพื่อนชอบนินทาคนอื่น เเรกๆคุณจะรู้สึกไม่ชอบเพื่อนของคุณเพราะคุณเป็นคนดี เเต่นานเข้าๆคุณเริ่มรู้สึกเคยชินเเละคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใครๆเค้าก็ทำกัน เผลอๆคุณก็ทำตามเพื่อนคุณอีก
 
เอ้ะ! เเล้วเเบบนี้ คุณยังจะชอบตัวเองอยู่รึเปล่า?
 
7.เรียนรู้วิธีพัฒนาตัวเองเสมอ
อยากสำเร็จด้านไหน ควรมีผู้ที่สามารถชี้เเนะเเนวทางด้านนั้นให้คุณได้ (มีไอดอลนั่นเอง) ศึกษาความสำเร็จของเขา เรียนรู้ไลฟ์สไตล์ วิธีคิดเเละวิธีปฏิบัติ เเล้วก็ก้อปปี้เเบบถอดฉบับ เอาให้มันรู้ไปเลยว่าถ้าทำตามเเล้วยังไม่เหมือนอีกมันจะเป็นยังไง
 
สมัยนี้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไวมาก อยากรู้อะไรก็เเค่ใส่คำตรงช่องค้นหา เเต่อย่าลืมว่าสิ่งไหนที่ไม่ได้ช่วยให้คุณไปสู่เป้าหมายชีวิต อย่าเสียเวลาไปกับมันเลย เพราะนอกจากคุณจะก้าวช้าเเล้ว คุณอาจเสียเวลา เสียเงิน เสียความรู้สึก ไปกับการรับข้อมูลข่าวสารที่คุณอาจไม่ต้องการเเต่รับมันมาเเบบไม่รู้ตัว
 
8.ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง
รู้หรือไม่ว่าการที่มีความรู้สึกเเต่ไม่เเสดงออก เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ เพราะจะเกิดการกดทับความรู้สึกที่รอวันระเบิดเเละเเน่นอนว่าไม่เป็นผลดีเเน่ๆ
 
การเเสดงออกความรู้สึก ทำให้เราไม่ต้องคอยใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่น เราสามารถเป็นตัวเรา 100%ในทุกสถานการณ์ ไม่มีการกลับมาคิดเสียดายทีหลัง ไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง เป็นตัวเอง100% ในเวอร์ชั่นที่ไม่ทำร้ายใครเขา
 
9.เล่นกับสุนัข/เด็กๆบ้าง
สองอย่างนี้เเหละที่จะเปลี่ยนหน้าบึ้งๆของคุณให้เป็นยิ้มเเป้นได้ทันที! สองอย่างนี้ คือสิ่งที่จะมาเตือนคุณว่า “เห้ย..ความสุขมันก็เเค่นี้ป้ะ ทำไมทำชีวิตให้มันยุ่งยากจัง”
children-817365_960_720
 
10. อ่อนโยนกับตัวเองให้มากๆ
สิ่งนี้สำคัญมาก เรามักโหดร้ายกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น อยากลดน้ำหนัก ทำไมทำไม่ได้สักที (กินมากกว่าเดิมเพราะโมโหตัวเอง) หรือมักเกิดคำถามในหัวว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำเเบบนั้น ทำไมตอนนี้ไม่ทำเเบบนี้ (เเล้วสร้างความเชื่อในหัวว่าเราไม่ดีพอ)
 
อย่าลืมว่าเวลาคนเราทำผิด เราไม่ต้องการให้ใครมาซ้ำเติม สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือใครสักคนที่เข้าใจเรา
 
ถามตัวเองสิว่า….
#พร้อมที่จะเป็นเพื่อนรักที่ดีที่สุด ให้กับตัวคุณเองหรือยัง???
 
อย่าลืมกดเเชร์ให้คนที่คุณรักเเละเพื่อนๆ
ที่คุณอยากเห็นเค้ามีความสุขในทุกๆวัน
 
#เพราะความสุข จะนำมาซึ่งสังคมที่มีความสุข
เเละสังคมนั้นต้องการคุณเเละคนรอบตัวคุณค่ะ 🙂
 
อ้อ Beyond The Fit
IMG_9542.JPG
 
 
 

“15 ความลับ” ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ… ตลอดไป

“15 ความลับ”
ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ… ตลอดไป❗️

#ขออนุญาตนำเรื่องของคุณนกมาเเชร์นะคะ
…เมื่อ 3 เดือนที่เเล้ว….
คุณนกทักมาทางไลน์
บอกว่าเธอมีโรคประจำตัว
นั่นก็คือไทรอยด์

รู้สึกอึดอัด
อยากลดน้ำหนัก
จะทำอย่างไรดี ?

เราก็ไม่มีความรู้เฉพาะทางด้วย
เลยได้เเต่บอกคุณนกว่า
อ้อไม่ใช่หมอ
เเต่บอกได้ว่าอะไรคือยาดี

ยาที่รักษาได้ ทั้งร่างกายเเละจิต
สามารถรักษาทุกคนได้จริงๆ

ทุกอย่างมันง่าย
เเค่กลับไปสู่เบสิค
จากที่ที่เรามา
#คือธรรมชาตินั่นเอง

💁🏻วันนี้จะมาบอกความลับ
ที่ได้บอกคุณนกไป
เเละเธอได้ลอง
ทำเเล้วพบการเปลี่ยนเเปลง
เเบบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต

#ถ้าเห็นว่าโพสนี้เป็นประโยชน์
อย่าลืมกดเเชร์ให้คนที่คุณรักนะคะ 🙂

15.1

1.ทานข้าวขาวให้น้อยลง
-คนไทยที่ไหนได้ยิน
คงจะพูดว่า บ้า
เป็นคนไทยไม่ให้กินข้าว
จะไม่มีการตอบโต้ในเรื่องนี้
เเต่อยากให้ทุกคนไปศึกษาด้วยตัวเองนะคะ
ข้าวขาว คือ สิ่งที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็น
น้ำตาล เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายของเรา
เราได้พลังงานจากน้ำตาล
เเต่เราทำร้ายตัวเองด้วยการ
ทำให้เลือดข้นขึ้นหนืดขึ้น
เเละเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมากมาย
เช่นเบาหวาน โรคอ้วน คลอเลเตอรอลสูง
ความดัน โรคหัวใจ มะเร็ง เป็นต้น

ดังนั้น ทานให้น้อยลงนะคะ 🙂

15.2

2.ทานข้าวกล้องเเทนข้าวขาวอาทิตย์ละ 3 วัน
-ข้าวกล้องมีไฟเบอร์ที่สูง
ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
วิตามินบี 1 2 สูง ช่วยป้องกันโรคได้มากมาย

15.3.jpg

3.ทานถั่วหลากชนิด(เเบบดิบ)ให้มากขึ้น
ถั่วมีโปรตีนสูง
เเต่เป็นโปรตีนจากพืช
ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้
เเละไม่มีสารเคมีชนิดที่สัตว์หลั่งออกมา
เวลาตกใจกลัวเมื่อโดนฆ่า
ดังนั้นคนที่เริ่มเปลี่ยนการกิน
ควรทานถั่วชนิดดี เช่น อัลมอลด์
มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ เป็นต้น

15.4.jpg

4.ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
-เมื่อเลือดของเรามีความข้น
การเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราหายใจเข้ามา เเละมลพิษต่างๆก็ถูกขับออกได้ไม่ดีนัก

พูดง่ายๆคือ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ร่างกายมีการสะสมพิษมากขึ้น

15.5.jpg

5.ออกกำลังกายบ้าง
ความเครียดจากร่างกายเเละจากจิตใจ
ต้องการถูกปลดปล่อยเป็นระยะ
การออกกำลังกายเป็นกิจวัตร
ทำให้ความเครียดสะสม
ถูกระบายออกไป
สารพิษสะสม
ถูกระบายออกไปกับเหงื่อ
เลือดลมไหลเวียนดี
เมื่อเลือดลมไหลเวียนดี
ก็ทำให้ระบบการขับสารพิษออกไปได้ดีเช่นกัน

15.6.jpg

6.งดอาหารจำพวกเเป้ง เบเกอรี่ นม
อาหารจำพวกเเป้งมียีสต์เป็นส่วนประกอบ
ทำให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย
ระบบการย่อยทำงานได้ไม่ดี
เพราะอาณาจักรของเเบคทีเรียชนิดดีถูกทำลาย
งดของพวกนี้ ภายใน 7 วัน
คนที่เป็นสิวเยอะๆสิวจะลด
ผู้หญิงที่ตกขาวจะมีระดูขาวน้อยลงทันที!

15.7.jpg

7.ทานน้ำส้มสายชูหมักเเอปเปิ้ล
-ในวงการเเพทย์ทางเลือก
น้ำหมักชนิดนี้มีคุณประโยชน์มากมาย
Dr.Tom Woo เเนะนำไว้ในหนังสือของท่าน
เป็นส่วนประกอบหลักในการขับนิ่วในถุงน้ำดี
(อ้อเป็นตัวอย่างของเคสนี้ ที่มีนิ่ว จึงมั่นใจ
ว่าน้ำหมักชนิดนี้ช่วยได้)
ผลที่ได้รับคือ
ร่างกายเกิดการอักเสบลดลง
มีความเป็นด่าง
สิวลดลง ระบบย่อยดีขึ้น(มาก)
เเละทำให้น้ำหนักลดลงโดยปริยาย

15.8.jpg

8.ดื่มน้ำปั่นผลไม้วันละ 2 เเก้ว
-น้ำปั่นผลไม้มีวิตามินสูงที่ร่างกายต้องกาย
มากมายหลายชนิด
ร่างกายต้องการวิตามินเป็นหลัก
จึงสามารถอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปั่น ทำให้ร่างกายสามารถ
ดูดซับวิตามินเหล่านั้นได้ง่าย
เเละได้เต็มที่
เทคนิคคือค่อยๆจิบ
พยายามอย่าทานรวดเดียวหมดใน 5 นาที
(ซึ่งอันนี้ต้องบอกตัวเอง อิอิ)

15.9.jpg

9.ทานอาหารสดให้เยอะขึ้น
อาหารสดอร่อย
เเต่ยิ่งไปกว่านั้นคือความสด
อาหารสดเป็นอาหารที่มีชีวิต
เซลล์ทุกเซลล์ของเราต้องการอาหารที่มีคุณภาพ 
อาหารที่ทำให้เรามีชีวิต
ถ้าเราทานอาหารปรุงสุกหรืออาหารเเปรรูปเยอะๆ
เซลล์ของเราจะกลายเป็นเซลล์ที่ไม่มีคุณภาพ
ในร่างกายของเรามีเซลล์เป็นล้านเซลล์
ทำหน้าที่ทุกอย่างในทุกระบบ
หากเซลล์ทำหน้าที่ได้ไม่ดี
ท้ายที่สุดก็ก่อโรคมากมาย
เซลล์ต้องการชีวิต
อยากกระปี้กระเปร่า
มีพลังชีวิตเยอะๆควรทานอาหารสดเป็นประจำ

15.10.jpg

10. ดื่มน้ำ 1 เเก้วโตๆ ทันทีที่ตื่นนอน
ช่วย Flush ของเสียออกจากร่างกาย
พร้อมปัสสาวะเเละอุจจาระ
เพิ่มความสดชื่นได้ดี

15.11.jpg

11.ก่อนลืมตา อย่าเพิ่งจับมือถือ
ขอบคุณตัวเองในใจ
ที่ได้ตื่นมาพร้อมรับความสดใสอีกครั้ง
ความ Gratitudeหรือการสำนึกในบุญคุณ
จะช่วยให้ชีวิตของคุณมีเเต่ความราบรื่น
อย่างน่ามหัศจรรย์

15.12.jpg

12.หาเวลาอยู่กับตัวเอง ฟังเพลงที่มีข้อความให้พลังบวก
-การอยู่รายล้อมไปด้วยผู้คน
เเละสถานการณ์กดดันตลอดเวลา
ทำให้เราไม่มีช่องว่าง
ให้กับสติ จิตวิญญาณของเราได้พักผ่อน
คุณอาจเสียสละเงิน หรือเวลาบ้างเพื่อพักจริงๆ
เเต่นั่นคือการลงทุนที่ดีเเละคุ้มค่าที่สุด

15.13.jpg

13.เอาตัวเองออกจากผู้คนที่บั่นทอนชีวิต
-ชีวิตเรา เราคือคนเดียว
ที่มีความรับผิดชอบต่อมัน
ไม่มีใครสามารถทำร้ายเราได้
จนกว่าเราจะอนุยาต
ไม่มีใครทำให้เราโชคร้ายได้
นอกจากเราจะปล่อยให้มันเกิดขึ้น
คุณคือคนที่ control ชีวิตตัวเอง 100%

15.14.jpg

14.หาคนที่สามารถเเนะเเนวทางชีวิตในเเบบที่คุณอยากเป็น
-คนทุกคนสามารถเป็นครูให้เราได้เสมอ
เเต่ครูเเบบไหนละ
ที่เราอยากจะดำเนินรอยตาม
ทุกคนสามารถเป็นใครก็ได้
ตราบใดที่คุณมองเห็นภาพของคนคนนั้นชัดเจน
อยากเป็นคนมีสุขภาพดี
พูดคุยกับคนมีสุขภาพดี
อยากเป็นคนรวย
คุยกับคนรวยว่าเค้าคิดยังไง
อยากเรียนเก่ง
คบค้าสมาคมกับคนเรียนเก่ง
อยากไปท่องเที่ยว
เปิดประสบการณ์กับคนท่องเที่ยว
หาคนที่เป็นไอดอล
เเล้วก็อปปี้สิ่งที่เค้าทำเเบบ 100%
เเล้วคุณก็จะได้ความสำเร็จนั้นมาอย่างง่ายดาย

15.15.jpg

5. พูดกับตัวเองเเต่เรื่องดีๆ
คำพูดมีพลังมากกว่าที่คุณคิด
ถ้ามีคนชมว่าคุณสวย
ทันทีที่คุณตอบว่า
“อย่ามาโกหก”
คุณก็จะรู้สึกทันทีว่าคุณไม่สวย
เเต่ถ้าคุณขอบคุณคนที่ชมอย่างจริงใจ
พลังบวกที่คุณได้รับ
เเละคำพูดเสียงเล็กๆที่คุณบอกตัวเอง
คือการสอนจิตใต้สำนึกให้จดจำสิ่งเหล่านั้น
เเละเมื่อคุณเลิกพูดจาไม่ดี
ใส่ข้อความไม่ดีกับตัวเอง
เมื่อนั้นเเหละ สิ่งดีๆก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

❤️15 ข้อนี้ เป็น 15 ข้อพื้นฐานที่ทุกคนควรทำ เพื่อเปลี่ยนเเปลงตัวเองไปสู่ตัวคุณในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า เหมือนที่คุณนกได้รับเเหละเพื่อนๆอีกหลายคนในเพจ

💁🏻คุณอาจจะทำไม่ได้ทุกข้อในครั้งเดียว เเต่การเปลี่ยนเเปลงย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ

#กดเเชร์ให้คนที่คุณรัก
เเละอย่าลืมกลับมาเเชร์ประสบการณ์ของตัวเองกับเรานะคะ😄😄

#ธรรมชาติบำบัดเปลี่ยนชีวิต
#สุขภาพดีจากภายใน

รัก,
อ้อ Beyond The Fit