8 อาหารโพรไบโอติกส์ เพิ่มเเบคทีเรียชนิดดี ที่มาของสุขภาพดี ภูมิต้านทานเเข็งเเรง

ก่อนอ่านบทความนี้ เรามาทำความรู้จักกับคำศัพท์ในวงการเเพทย์ทางเลือกกันก่อนดีกว่านะคะ 🙂

โพรไบโอติกส์ คือ เเบคทีเรียชนิดดี (จุินทรย์ที่มีชีวิต) เป็นเเบคทีเรียสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ ที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่แต่เดิมในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียที่ดีมีจำนวนมากขึ้น และแบคทีเรียที่ไม่ดีจำนวนลดลง โพรไบโอติกส์ จะช่วยทำให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เเต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเเบคทีเรียด้วย โดยเมื่อทานไปเเล้ว เเบคทีเรียเหล่านี้จะไปสร้างอาณาจักรตั้งรกรากอยู่ในลำไส้ใหญ่ของเราค่ะ

พาโทเจน คือ จุลินทรีย์ก่อโรค ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในมนุษย์และสัตว์ ที่มักทำให้ท้องอืด ท้องเสีย สร้างสารก่อมะเร็ง สารที่มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ จุลินทรีย์ก่อโรคที่สำคัญในอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ ได้แก่ แบคทีเรีย รา ไวรัส และ ปรสิต

พรีไบโอติกส์ คือ  อาหารซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยและถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติก (probiotic)  พบในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในผัก เช่น รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก กระเทียม หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล และเมล็ดธัญพืชบางชนิด

ซินไบโอติก คือ พรีไบโอติกและโปรไบโอติกที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งภาวะนี้จะเป็นผลดีต่อร่างกายมาก ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ภายในทางเดินอาหารให้เหมาะสม ทำให้โพรไบโอติกมีการย่อยสลายในระบบนิเวศน์จุลินทรีย์ที่มีการแข่งขันกัน

เอาละคะ เมื่อเราพอจะรู้จักคำศัพท์เฉพาะกันบ้างเเล้ว เเล้วไอเจ้าโพรไบโอติกส์ นี่มันดีอย่างไร…

ในลำไส้ของคนเรานั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ หรือ จุลินทรีย์อาศัยอยู่มากมาย จำนวนจุลินทรีย์ในร่างกายมีมากกว่าจำนวนเซลล์ในร่างกายเสียอีกและส่วนมาอาศัยอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ จุลินทรีย์สามารถแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ
1. จุลินทรีย์ชนิดดี (โพรไบโอติกนั่นเอง)
2. จุลินทรีย์ชนิดไม่ดี

หน้าที่ของโพรไบโอติกส์

– ช่วยย่อยและดูดซึมสารอาหาร ถ้าในลำไส้ไม่มีแบคทีเรียชนิดดี ร่างกายจะไม่สามารถย่อยสลายสารอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ
– ช่วยป้องกันและทำลายสารพิษและสารเคมีบางชนิดที่ร่างกายได้รับเข้ามา เช่น, Bisphenol A (BPA)  ที่พบในขวดพลาสติก ,ยาฆ่าแมลง เช่น Coumaphos ,Diazinon, Parathion , และMethylparathion ๆลๆ ผ่านกระบวนการ ย่อยสลายให้สารพิษนั้นเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และลดการดูดซึมสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย
– ช่วยเม็ดเลือดขาวในการต้อสู้เชื้อโรค
– ป้องกันภูมิแพ้  แบคทีเรียชนิดดีสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถแยกแยะว่าสารไหนเป็นสารก่อภูมิแพ้ และสารไหนเป็นสารพี่ปลอดภัยกับร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
– เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันของคนนั้นร้อยละ 80% อยู่ที่ลำไส้ แบคทีเรียชนิดดีเป็นตัวควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้
– สร้างกรดแลคติกเพื่อสร้างสมดุล Phในลำไส้

หน้าที่ของของจุลินทรีย์ก่อโรค

– ปลี่ยนสารอาหารที่ดีที่เราทานเข้าไปเป็นสารพิษ เช่น เชื้อราตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า Candida albicans มันเปลี่ยนน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ไปเป็นแอลกอฮอล์(ไม่ต้องกินเหล้าเลยมันสร้างให้) และสารที่มีพิษต่อร่างกายกว่า 180 ชนิดซึ่งมีชื่อเรียกว่า mycotoxins
– สารพิษเหล่านี้จะไปทำร้ายเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดอาการปวดหัว,เพลีย,ทำร้ายระบบไทรอยด์ ,และทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล ทำให้ภูมิคุ้มกันตก จนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ๆลๆ
– Candida และสารพิษที่มันสร้างขึ้น เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆมากมายเช่น  ปวดหัว ผื่น ปวดข้อเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่มเศร้า ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ประจำเดือนมาไม่ปรกติ ภูมิแพ้ ปัญหาในการย่อยอาหาร ๆลๆ

โพรไบโอติกส์ชนิดที่นิยมรับประทานกัน มักเป็นเเบคทีเรียชนิดที่สามารถสร้างกรดแล็กทิกได้ (lactic acid) ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) โดยประโยชน์โดยย่อของโพรไบโอติกส์ มีดังนี้

1. ช่วยรักษาและป้องกันโรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อ lactobacillus ช่วยรักษาโรคอุจจาระร่วงสามารถทำให้หายเร็วขึ้นประมาณ 1 วัน

2. ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ ช่วยย่อยสลายคอเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้

3. ช่วยในการทำงานของลำไส้ เช่น ช่วยลดอาการท้องผูกได้ เกิดการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้สามารถขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น

4. ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบย่อยอาหาร

5. สามารถผลิตวิตามินต่างๆ เช่น Vitamin B1, Vitamin B2, vitamin B6, Vitamin B12, biotin (vitamin H) nicotinic acid และ folic acid ได้

6. มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิตโดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ angiotensin-converting enzyme (ACE inhibitor) ส่งผลให้ความดัน
โลหิตลดลง

7. มีผลโดยตรงต่อการย่อยอาหาร ช่วยรักษาภาวะลำไส้รั่ว ที่มาของสิว ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เเละมีผลต่อการลดน้ำหนัก

(อ่านประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ฉบับเต็ม http://www.calpis-lacto.com/assets/about/pdf/Journal_of_Royal_ThaiArmy_Nurses.pdf)

8 อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ ที่มักได้รับการเเนะนำจากเเพทย์ทางเลือก

  • โยเกิร์ต
  • ชีสจากการบ่ม
  • คีเฟอร์หรือ บัวหิมะธิเบต
  • กะหล่ำปลีดอง หรือ sauerkraut ในภาษาฝรั่ง
  • มิโซะ หรือซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น
  • เทมเป้ หรือ ถั่วเหลืองหมัก
  • กิมจิ
  • ผักดอง

549aa993461e462712b033881d6f4355185a13f2

คอมบูชะ

kefir1

คีเฟอร์

kimchi_im.png

กิมจิ

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักควบคู่กับการทานโพรไบโอกติกส์ ยังมีน้ำหนักที่ลดลงเร็วกว่าผู้ที่ควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระบบลำไส้ที่ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่ามีประสิทธิภาพ Cr. วารสาร British Journal of Nutrition เมื่อปี ค.ศ. 2004

อย่างไรก็ตาม เเม้โพรไบโอติกส์จะมีประโยชน์มากมาย การเลือกซื้อควรได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์สงสุดที่ผู้บริโภคจะได้รับ เเละโพรไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำจัดพาโทเจนหรือเเบคทีเรียก่อโรคได้ หากมื้ออาหารยังคงประกอบไปด้วยอาหารที่เป็นอาหารของเเบคทีเรียเหล่านี้ เช่น น้ำตาล อาหารเเปรรูป เป็นต้น

เนื่องจากเเบคทีเรียเหล่านี้สามารถเเบ่งตัวได้เป็นล้านๆตัว ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ อาจารย์ของผู้เขียนยังเลยเล่าให้ฟังอีกว่า เเบคทีเรียพวกนี้มีสติปัญญามากกว่ามนุษย์ เพราะมันรู้จักวิธีหลบหลีกการทำลายล้างพวกมันเป็นอย่างดีT^T เเม้ว่าจะทานอาหารดีเเค่ไหน หากไม่ทำเป็นประจำมันก็ยังสามารถไปซ่อนเเอบตามเนื้อเยื่อในระดับที่ลึกลงไป โดยเฉพาะจุดต่างๆที่อ่อนเเอของร่างกาย

ดังนั้น การดูเเลอาหารเเบบองค์รวม จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นลำดับเเรกๆเลยละคะ 🙂

ขอบคุณที่มา http://www.foodnetworksolution.com


Self-love สร้างความสุขให้ชีวิตเเบบ Unlimited

Self-love คือการรักตัวเอง
เเต่เราเข้าใจ Self-love ได้ดีเเค่ไหนกัน?
เพราะถ้าเราเข้าใจมันอย่างเเท้จริง
ทำไมชีวิตเราถึงยังขึ้นๆลงๆ
ความสุขหายไปเเล้วกลับมายากจัง?
วันนี้ อ้อตั้งใจเอา10 กุญเเจสำคัญสร้าง Self-love มาฝาก
เพื่อให้ทุกคนสามารถเอาเทคนิคเหล่านี้
ไปสร้างความสุขในชีวิตคุณเเบบไม่รู้จบ!!
ที่จะเนรมิตทุกวันของคุณ
ให้เป็นวันพิเศษ
เเทบจะไม่ต้องลงมือลงเเรงอะไรเลย!
 
—–
1.เเคร์คนอื่นให้น้อยลง
สำหรับบางคนที่เป็น yesman หรือคนที่เเคร์คนอื่นมากๆ มักเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดมากว่าคนนั้นจะคิดอย่างไร จะโอเคกับสิ่งที่เราทำไหม จะพอใจในสิ่งที่เรามอบให้รึเปล่า โอ้โห รู้ตัวอีกทีปาไปครึ่งชีวิตเเล้ว ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเลย
 
การโฟกัสที่ตัวเอง ไม่ใช่การเเสดงความเห็นเเก่ตัว การโฟกัสที่ตัวเอง คือการเติมพลังให้ตัวเองก่อนที่จะส่งพลังดีๆออกไปให้คนอื่น รู้จักปฎิเสธบ้าง ฟังความต้องการของตัวเองมาเป็นอันดับ 1 เเล้วจะรู้ว่าการวางกระเป๋าที่เต็มไปด้วยก้อนหินอันหนักอึ้งมันเป็นอย่างไร
 
2. หาเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
ทฤษฎีอันนี้อ้อตั้งเอง(จากประสบการณ์ส่วนตัว555) เพราะการมีอยู่คนเดียวเงียบๆทำให้เรามีสติมากขึ้น ได้พักผ่อนกายพักผ่อนใจมากขึ้น ได้ปล่อยอารมณ์ อยากทำอะไรก็ทำ
 
มีงานวิจัยที่พบว่า คนส่วนใหญ่ มักมีปัญหาสุขภาพด้านร่างกายเเละจิตใจ เพราะไม่มีเวลาให้จิตใจได้พักผ่อนเลย สมองทำงานตลอด บางคนทำานหนัก บางคนเรียนหนัก ก่อให้เกิดความเครียดสะสม การอยู่เงียบๆคนเดียว จะช่วยทำให้เราผ่อนคลาย เเละเป็นอิสระมากขึ้นจากการที่ต้องอยู่ทามกลางผู้คนมากมายที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้
 
3.เลิกฟังเพลงที่มีข้อความด้านลบ
พลังของคำพูดมีมากมายมหาศาล หลายคนคงเคยเป็นที่ฟังเพลงเศร้าเเล้วน้ำตาไหลตามเพลง! จิตใต้สำนึกจะจดจำทุกสิ่งอย่างที่เราป้อนเข้าไป ส่งผลมาเป็นพฤติกรรมของเรา
 
ดังนั้น #จงระวังเพลงที่คุณฟังด้วย!
 
4.ขอบคุณตัวเองทุกวัน
พลังของGratitude หรือพลังของการสำนึกบุญคุณตัวเอง มีมากมายมหาศาล อย่าลืมว่าถ้าตัวเราเองไม่เคยขอบคุณตัวเอง มีเเต่ความคิดบั่นทอนว่าทำไมชั้นไม่ได้สิ่งนั้น ไม่ทำสิ่งนี้ เเล้วใครที่ไหนจะมาให้คุณค่ากับคุณหละ? เพราะเเม้เเต่คุณยังไม่ให้คุณค่ากับตัวเองเลย
 
5.ยิ้มบ่อยๆ
การยิ้มช่วยเติมพลังชีวิตทันที เพราะเมื่อเรายิ้มกล้ามเนื้อใบหน้าเราจะยกสูง ร่างมีการหลั่งฮอร์โมนเเห่งความสุขอัตโนมัติ ถ้าอยากหลอกล่อให้ร่างกายหลั่งสารเเห่งความสุขเยอะๆ อย่าลืมยิ้มบ่อยๆนะคะ !!!
 
6.เลือกคบเพื่อนดีๆ
ลองนึกภาพว่า หากคุณมีเพื่อนชอบนินทาคนอื่น เเรกๆคุณจะรู้สึกไม่ชอบเพื่อนของคุณเพราะคุณเป็นคนดี เเต่นานเข้าๆคุณเริ่มรู้สึกเคยชินเเละคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใครๆเค้าก็ทำกัน เผลอๆคุณก็ทำตามเพื่อนคุณอีก
 
เอ้ะ! เเล้วเเบบนี้ คุณยังจะชอบตัวเองอยู่รึเปล่า?
 
7.เรียนรู้วิธีพัฒนาตัวเองเสมอ
อยากสำเร็จด้านไหน ควรมีผู้ที่สามารถชี้เเนะเเนวทางด้านนั้นให้คุณได้ (มีไอดอลนั่นเอง) ศึกษาความสำเร็จของเขา เรียนรู้ไลฟ์สไตล์ วิธีคิดเเละวิธีปฏิบัติ เเล้วก็ก้อปปี้เเบบถอดฉบับ เอาให้มันรู้ไปเลยว่าถ้าทำตามเเล้วยังไม่เหมือนอีกมันจะเป็นยังไง
 
สมัยนี้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไวมาก อยากรู้อะไรก็เเค่ใส่คำตรงช่องค้นหา เเต่อย่าลืมว่าสิ่งไหนที่ไม่ได้ช่วยให้คุณไปสู่เป้าหมายชีวิต อย่าเสียเวลาไปกับมันเลย เพราะนอกจากคุณจะก้าวช้าเเล้ว คุณอาจเสียเวลา เสียเงิน เสียความรู้สึก ไปกับการรับข้อมูลข่าวสารที่คุณอาจไม่ต้องการเเต่รับมันมาเเบบไม่รู้ตัว
 
8.ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง
รู้หรือไม่ว่าการที่มีความรู้สึกเเต่ไม่เเสดงออก เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ เพราะจะเกิดการกดทับความรู้สึกที่รอวันระเบิดเเละเเน่นอนว่าไม่เป็นผลดีเเน่ๆ
 
การเเสดงออกความรู้สึก ทำให้เราไม่ต้องคอยใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่น เราสามารถเป็นตัวเรา 100%ในทุกสถานการณ์ ไม่มีการกลับมาคิดเสียดายทีหลัง ไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง เป็นตัวเอง100% ในเวอร์ชั่นที่ไม่ทำร้ายใครเขา
 
9.เล่นกับสุนัข/เด็กๆบ้าง
สองอย่างนี้เเหละที่จะเปลี่ยนหน้าบึ้งๆของคุณให้เป็นยิ้มเเป้นได้ทันที! สองอย่างนี้ คือสิ่งที่จะมาเตือนคุณว่า “เห้ย..ความสุขมันก็เเค่นี้ป้ะ ทำไมทำชีวิตให้มันยุ่งยากจัง”
children-817365_960_720
 
10. อ่อนโยนกับตัวเองให้มากๆ
สิ่งนี้สำคัญมาก เรามักโหดร้ายกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น อยากลดน้ำหนัก ทำไมทำไม่ได้สักที (กินมากกว่าเดิมเพราะโมโหตัวเอง) หรือมักเกิดคำถามในหัวว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำเเบบนั้น ทำไมตอนนี้ไม่ทำเเบบนี้ (เเล้วสร้างความเชื่อในหัวว่าเราไม่ดีพอ)
 
อย่าลืมว่าเวลาคนเราทำผิด เราไม่ต้องการให้ใครมาซ้ำเติม สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือใครสักคนที่เข้าใจเรา
 
ถามตัวเองสิว่า….
#พร้อมที่จะเป็นเพื่อนรักที่ดีที่สุด ให้กับตัวคุณเองหรือยัง???
 
อย่าลืมกดเเชร์ให้คนที่คุณรักเเละเพื่อนๆ
ที่คุณอยากเห็นเค้ามีความสุขในทุกๆวัน
 
#เพราะความสุข จะนำมาซึ่งสังคมที่มีความสุข
เเละสังคมนั้นต้องการคุณเเละคนรอบตัวคุณค่ะ 🙂
 
อ้อ Beyond The Fit
IMG_9542.JPG
 
 
 

อย่าลืม! เช็คสารเคมีเหล่านี้ ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ดูเเลผิวกายเเละเครื่องสำอางค์

โพสนี้เป็นการสังเกตตัวเองนะคะ อยากให้คนที่เข้ามาลองหยิบกระดาษมา 1 เเผ่น ปากกามา 1 ด้าม เเละลองนับดูซิคะว่า… ใน 1 วันเราใช้ Personal Care ผลิตภัณฑ์ดูเเลผิวกายเเละ Cosmetics ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามกันคนละกี่ชิ้น (โดยเฉลี่ยเเล้วในผู้หญิง 1 วันอยู่ที่ราวๆ 15-30 ชิ้น)

จากนั้นลองพลิกขวดผลิตภัณฑ์/เครื่องสำอางค์ไปดูซิ ว่ามี 10 สารอันตรายเหล่านี้เป็นส่วนประกอบรึเปล่า

1. สารปรอท (Mercury)

2. สาร PVP (Polyvinyl Pyrrolidone)

3. สารตะกั่ว (Lead)

4. สารเฮกซ่าคลอโรฟีน (Hexachlorophene)

5. สารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)

6. สารโซเดียมลอรัลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulphate)

7. กรดวิตามินเอ (Retinoic Acid)

8. สารมิเนอรัล ทัลค์ (Mineral Talc)

9. สารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde)

10. สารสเตียรอยด์ (Steroids)

(ในยุโรปมีสารเคมีที่ถูกห้ามในส่มผสมของ Personal care มากกว่า 1,300 ชนิดเเต่ในอเมริกามีเพียง 8 ชนิดเท่านั้นที่ถูกห้าม ซึ่งเเน่นอนว่าประเทศไทยก็ไม่ต่างกันกับสหรัฐอเมริกาสักเท่าไหร่)

ซึ่งสารเคมีเหล่านี้เเหละค่ะ ที่เป็นตัวการทำให้เราเกิดความไม่สมดุลของระบบในร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมน ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง เเละสารพิษสะสมก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น อันตรายของสารเคมีเหล่านี้ ทุกคนสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้ เพียงเเต่อยากให้เริ่มสังเกตของใช้ที่เราใช้ทุกวันมากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงเกิดโรคที่อาจมีในอนาคต

อ้อ.

 

 

 


หากคุณกำลังพบเจอกับสิ่งเหล่านี้…รู้หรือไม่ว่ากำลังละทิ้ง”ตัวตนที่เเท้จริง”

เวลาเราเป็นเด็ก…  นึกจะหัวเราะเมื่อไหร่ก็ได้ ดังเเค่ไหนก็ได้ จนผู้ใหญ่ทั้งบ้านต้องหยุดเเล้วหันมาหัวเราะตามเราเเล้วพุดว่า “น่ารักอะ”

children-817365_960_720

เวลาเราเป็นเด็ก… จะร้องไห้เมื่อไหร่ก็ได้ เจ็บก็ร้อง หิวก็เเสดงออก บางทีร้องจนพ่อกับเเม่ต้องตื่นมากลางดึก ก็ไม่มีใครดุเรา

เวลาเราเป็นเด็ก… เราเป็นตัวของตัวเอง 100% ปราศจากเงื่อนไขใดๆ….เเต่หลายปีผ่านไป ความเป็นตัวเองเริ่มสูญหายไป เราเริ่มมีตัวตนอันใหม่ที่เราสร้างขึ้น เพื่อเเสดงออกต่อโลกภายนอก(ในเเบบที่อาจจะไม่เหมือนกับความเป็นจริง) เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อการยอมรับ เพื่อความสุข(ที่ไม่ยืนยาว)

อย่างไรก็ตาม ความเป็นเด็กในที่นี้ ไม่ใช่ความเป้นเด็กที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เเต่เป็นความเป้นเด็กที่เต็มไปด้วยความซื่อตรง ความจริงเเท้ ความบริสุทธิ์ เเละอิสระ

ครูทางจิตวิญญาณหลายท่านกล่าวไว้ว่า….หากเราสับสน ว่าเเท้จริงเเล้วตัวตนของเราเป็นเเบบไหน ให้มองย้อนกลับไปเป็นเด็กว่าเราชอบอะไร ธรรมชาติของเราเป็นเเบบไหน เเล้วเราจะนึกออกว่าจริงๆเเล้ว

จักรวาลส่งเรามาเพื่อเติมเต็มอะไรที่ขาดไปบนโลกใบนี้ เพื่อสร้างสมดุล       

(ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้เขียน)

ผลจากการที่เรากำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองมีอะไรบ้าง?

1.รู้สึกเหนื่อยเเละเบื่อหน่ายกับสภาพความจริงที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องชีวิต ครอบครัว ความสัมพันธ์ ความฝัน ผู้คน สังคม ไม่มีเเรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

2.รายล้อมไปด้วยผู้คนที่มีความคิดเห็นต่าง ไม่สนับสนุนในสิ่งที่เรารัก มีเเต่ความขัดเเย้ง มักเจอเเต่ผู้คนที่กดขี่ข่มเหงเราเสมอ

3.เเคร์ความรู้สึกคนอื่นจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดเยอะ เป็นคนดีเเต่มักถูกลดคุณค่า

4.ทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง เช่น ติดสุรา ติดบุหรี่ ติดการพนัน เป็นต้น

5.นำเสนอเเต่เรื่องดีๆให้สังคมรับรู้ เก็บความยากลำบากของชีวิตไว้คนเดียว ทำให้เชื่อมต่อกับคนอื่นๆได้ยาก

6.ไม่สามารถเเสดงอารมณ์ที่รู้สึกจริงๆให้เเก่สังคม มักเออออห่อหมกไปกับทุกคน เลือกที่จะเงียบ เเทนที่จะเเสดงความคิดเห็นของตัวเองในที่สาธารณะ

jd-mason-262717

ใช่ สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกอยากจะเปลี่ยนเเปลงนะ!!!!!

เเต่มันก็มีคำถามตามมาอีกว่า

1.เราจะเเสดงออกความเป้นตัวตนของเรา 100% ได้อย่างไร ในเมื่อเราอยู่ในสังคมใหญ่ เราต้องเคารพคนอื่นสิถึงจะถูก ? ไม่อยากทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัด เเละไม่พอใจอะ

2.อะไรคือลิมิท ที่จะบอกเราว่านี่คือสิ่งที่เราควรทำเเละไม่ควรทำ ถ้าเราคิดถึงเเต่ตัวเองเเล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ได้ตามใจตัวเองมากเกินไป

3.ทำอย่างไรถึงจะรายล้อมไปด้วยผู้คนที่เคารพเราเเละเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ จะเปลี่ยนงานเหรอ ยากอะ

4.กลัวการต้องถูกทิ้งอะ กลัวเพื่อนไม่คบ กลัวโดนมองว่าประหลาด

ผู้เขียนไม่มีคำตอบหรือวิธีเเก้ไขให้กับคำถามเหล่านี้…เพราะทุกคนต่างมีประสบการณ์ ความเชื่อเเละอะไรต่างๆอีกมากมายที่ไม่เหมือนกัน เพียงเเต่จะบอกว่า การเป็นตัวเอง100% ไม่เกี่ยวกับการทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ การเป็นตัวเอง100%ไม่ใช่ความก้าวร้าว การเเสดงออกอารมณ์อย่างรุนเเรง เเต่เป็นการซื่อสัตย์ เป็นเนื้อเเท้ ไม่มีหน้ากากให้ตัวเองนั่นเเหละ

ความเปลี่ยนเเปลง จะนำมาซึ่งความไม่สบายใจเสมอ เหมือนเช่นเวลาที่เราก้าวข้าม Comfort Zone นั่นเเหละ ผู้เขียนเองก็ยังต้องเจอกับบททดสอบอีกมากมาย ที่คอยมาทดสอบเรื่อยๆว่าตัวเองเป็นตัวเอง 100% หรือยัง ซึ่งบอกเลยว่า….ยังมีอีกเยอะเเยะที่ยังต้องการการเปลี่ยนเเปลง

ถ้าคุณเป็นตัวเอง 100% เเล้วดีใจด้วย… เพราะคุณจะเข้าถึงพลังชีวิตของคุณอย่างมาก คุณจะมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน เเละจะได้รับความเคารพในสิ่งที่คุณเป็น สิ่งที่ต้องระมัดระวังเพียงอย่างเดียวคือ อีโก้ (Ego) หรืออัตตา ที่อาจทำให้คุณก้าวลำเส้นของการเป็นเนื้อเเท้ของคุณ

สำหรับคนที่กำลังจะเปลี่ยนเเปลง…คุณจะพบกับความรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจอีกมากมาย เเต่ขอให้มั่นใจว่า ทุกการเปลี่ยนเเปลงนำมาซึ่งผลลัพธ์อันหอมหวานเสมอ อย่าสูญเสียความเป็นตัวเอง เเละใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัว ความไม่เคารพตัวเอง เเละความไม่ถูกเคารพจากผู้อื่น คุณมีคุณค่ามากกว่านั้น มากกว่าที่คุณมองเห็นในตัวเอง มากกว่าที่คุณให้คุณค่ากับตัวเอง

รักเสมอ:)

อ้อ

10.7.2017

 

 

 

 


สรุปวิธีเเก้ “ทุกปัญหา”…ที่ขัดขวางคุณจากการรักษาสิว

สำหรับวิธีการรักษาสิวเรื้อรังเเบบธรรมชาติ 100% อาจจะยังไม่ตอบโจทย์สำหรับคนยุคใหม่ ที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเเข่งอยุ่กับเวลา ดังนั้น การเตรียมตัวเรื่องอาหาร น้ำผลไม้ปั่น เเละอื่นๆ อาจเป็นปัญหา ที่ทำให้คนนั้นไม่สามารถหลุดออกจากวงโคจรสิวเรื้อรังได้…….

วันนี้อ้อเลยสรุปชาร์ทมาให้ดูกันง่ายๆ…
โดยจะมีทั้งปัญหาเเละข้อเสนอเเนะ ที่จะทำให้การรักษาสิวเรื้อรังเเบบถอนราก ไวขึ้น เเละหายทันใจคนยุคใหม่ สามารถนำไปปรับใช้กับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ไม่ยาก

เพื่อการรักษาสิวที่ชิว เเต่ยังได้ผลดีไม่ต่างกับสายธรรมชาติบำบัด 100%

ขั้นตอนการรักษาสิวถึงราก

ปัญหาที่พบ

ข้อเสนอแนะ

Step 1:ดื่มน้ำอย่าง้อยวันละ 2 ลิตร (ความสำคัญของน้ำ) -ขี้ลืม -พกขวดน้ำติดตัวทุกที่ ทุกเวลา
Step 2:ดื่มน้ำปั่นดีท็อกส์ร่างกาย (สูตรอยู่ในเพจ Beyond The Fit With Aor) -ไม่มีเวลาเตรียมผลไม้/ไม่มีเวลาปั่น -ยาต้มสมุนไพรบ้านแพ้ว(สนับสนุนสินค้าจากกลุ่มชุมชน)

-Acera Detox All In One ดีท็อกส์ ผงผลไม้สกัดชงแล้วดื่มก่อนนอน

Step 3:เข้านอนก่อน 4 ทุ่ม -ทำงานเพลิน/เล่นมือถือดึก -ตั้งนาฬิกาเตือน/บอกตัวเองว่าเลทได้ไม่เกิน 1 ชั่วใง
Step 4:หยุดทายารักษาสิว -ขาดความมั่นใจเวลาสิวขึ้น -ฝึกฝน Self-Talk บอกรักตัวเองในวันที่ตัวเองไม่Perfect

ทานขมิ้นชันลดการอักเสบในร่างกาย

-ทานสะเดาอัดเม็ดเพื่อการอักเสบ ความร้อน ที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ

Step 5:ล้างหน้าให้สะอาด -ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม่แน่ใจว่าดีรึเปล่า -ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนคลีนซิ่งออยล์

-ใช้สบู่/โฟมที่มีความอ่อนโยน ค่าPHต่ำ (เลี่ยง SLS ที่มีอยู่ในโฟมล้างหน้าทั่วไป)

-ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเป็นโทนเนอร์ เพื่อปรับค่าสมดุล PH บนใบหน้า

Step 6: งดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม -ชอบทานนมวัว/โยเกิร์ตเป็นประจำ -ทานนมอัลมอนด์/กรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติแทน
Step 7: งดเบเกอรี่/อาหารที่มีน้ำตาลสูง -ชอบทานอยู่แล้วเป็นชีวิตจิตใจ ขาดเธอไปฉันจะอยู่ได้อย่างไร? -หัดทำขนมไว้ทานเอง

-หาตัวเลือกขนมเพื่อสุขภาพ เช่น ถั่วอัลมอนด์ มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

Step 8: งดของทอดโดยเด็ดขาด -ของทอดอร่อย ของไม่ทอดทานแล้วเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ศึกษาข้อเสียของไขมันทรานส์

-ศึกษาสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

-ศึกษาสาเหตุของความอ้วน

-ศึกษาสาเหตุของการเกิดสิว

Step 9: เปลี่ยนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้ปลอดพาราเบน(วัตถุกันเสีย) แอลกอฮอล์ น้ำหอม และอื่นๆ -สกินแคร์ออแกนิคราคาสูง

 

-เข้าใจว่าทำไมครีมในท้องตลาดถึงราคาถูกและเป็นที่มาของสิวเรื้อรัง

-เลือกใช้สินค้าจากผู้ผลิตที่ไว้ใจได้

Step 10:งดเครื่องสำอางค์ที่มีสารพาราเบน(วัตถุกันเสีย) แอลกอฮอล์ น้ำหอม และอื่นๆ เครื่องสำอางค์ออแกนิคราคาสูง

 

-แต่งหน้าให้น้อยลง

-เลือกใช้เครื่องสำอางออแกนิค Aphrodite เพื่อลดการซึมซับสารเคมีเพิ่มเติมระหว่างการดีท็อกส์สารพิษในทุกๆวัน

Step 11: ไม่แกะ แคะ เกาสิว -ติดนิสัย ชอบเผลอ -นึกภาพมือที่มีแบคทีเรียขนาดเล็กยั้วเยี้ยเต็มไปหมดบนมือ เสมอเวลาที่จะเอามือจับหน้า
Step 12: ขับถ่ายให้เป็นปกติทุกๆเช้าก่อน 7 โมง -ท้องผูก -ปรับเรื่องอาหารเป็นหลัก ทานอาหารที่มีไฟเบอร์เยอะๆ งดโปรตีน เนื้อสัตว์ให้มากที่สุด

-ดื่มน้ำปั่นผลไม้วันละ 2 แก้ว เช้าเย็น

-ดีท็อกส์ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร

-ดื่มน้ำเลมอนผสมน้ำปุ่น 1 แก้วโตๆทันทีที่ตื่นนอน

-ทานคีเฟอร์นม หรือคีเฟอร์น้ำมะพร้าว

-ทานอาหารจำพวกโพรไบโอติกส์ เช่น กรีกโยกิร์ต คอมบูชะ

Step 13: นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ ให้อาหารพลังชีวิตด้วยการฝึกหายใจ ลึก-ยาว -จิตใจไม่สงบ นั่งแล้วล้มเลิกตลอด

-ไม่มีเวลา

-ถ้าจิตฟุ้งซ่าน ไม่ต้องหยุดความคิด แต่ให้เฝ้ามองความคิดนั้น จินตนาการนั้นไปเรื่อยๆ จะดีขึ้น ความคิดจะหยุดเอง

-ทุกอย่างต้องมีการฝึกฝน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ สมาธิก็เช่นกัน ฝึกมากได้มาก ฝึกน้อยได้น้อย ความม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญ

ทางลัดจะช่วยให้คุณไปถึงจุดมุ่งหมายได้เร็วขึ้น…เเต่การได้ชื่นชมความสวยงามของการเดินทางระหว่างนั้น ก็สวยงามไม่เเพ้กัน  เริ่มก้าวที่ 1 เมื่อไหร่ คุณก็ใกล้จุดมุ่งหมายไปอีก 1 ก้าว เริ่มวันนี้…หายวันนี้ มาสู้ไปด้วยกันนะคะ 🙂

ปรึกษาปัญหาสิวเรื้อรังกับอ้อเเบบส่วนตัวได้ที่ http://line.me/ti/p/3XTF_u2hlC

อ้อ Beyond The Fit

*****ผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้******
ผลิตภัณฑ์ดีท็อกส์: ยาต้มสมุนไพรล้างลำไส้/ Acera Detox All In One ดีท็อกส์ ผงผลไม้สกัดชงแล้วดื่มก่อนนอน
เครื่องสำอางออแกนิค: รองพื้นเนื้อมูสผสมกันแดด SPF 50 Pa+ / แป้งพัฟ/แป้งฝุ่น ย่อยสลายได้เองภายใน 12 ชั่วโมง /ลิปสติคสารสกัดจากสีดอกไม้/ บลัชออนสารสกัดจากสีดอกไม้ ผสมอัญมณี
สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน We Serve Organic ได้ที่ไลน์
Line: @weserveorganic (มี@)
หรือคลิกลิงค์เพื่อศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ https://www.facebook.com/weserveorganic/
———————————————————————————–

เท้าเปล่าบนพื้นหญ้า คือ ยา ที่ราคาถูกที่สุด

         Earthing/ Grounding คือ การยืนเท้าเปล่าบนพื้นหญ้า ที่อาศัยกฎการทำงานของสนามพลังของโลกเป็นหลัก ผ่านการเชื่อมต่อระหว่างพื้นโลกกับร่างกายมนุษย์ คือการปรับจูนคลื่นความถี่ของสองพลังงานเข้าด้วยกัน นั่นก็คือ ธรรมชาติ (พลังงานสูง) ตัวมนุษย์ (พลังงานที่รอการปรับจูน)

วิธีการก็ง่ายๆเลยค่ะ ไม่มีอุปกรณ์ ถอดรองเท้าบนพื้นหญ้า จะยืนเฉยๆฝึกหายใจ หรือเดินไปบนพื้นหญ้าเลยก็เเล้วเเต่สะดวกเเละความชอบ

ประโยชน์ของการ Earthing/ Grounding จากหลายๆเเหล่งมักให้ข้อมูลตรงกันว่า ช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น ลดอาการอักเสบ บำรุงหัวใจ ผ่อนคลายความเครียด ปรับสมดุลฮอร์โมน เเละทำให้อ่อนเยาว์กว่าวัยจ้า (ดูได้จากลิงค์ด้านล่างนี้เลย)

ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยทำ มันดีจริงๆนะอย่างเเรกที่เรารู้สึกได้ คือความผ่อนคลายทันทีที่ได้สัมผัสความเย็นของหญ้า ความสดชื่น เเละการตื่นนอน(เพราะสะดุ้งด้วยความเย็น5555555)

ประโยชน์ถัดมาที่อ้อสังเกตุได้คือ เราได้เชื่อมต่อกับร่างกายของเราจริงๆ ซึ่งส่วนตัวคิดว่ามันมาจากการที่เรายืนลงไปเเน่นๆอย่างมั่งคง รวมถึงสภาพเเวดล้อมในสวนทำให้เรารู้สึกปลอดภัย จุดโฟกัสของเราจึงอยู่ที่ร่างกายเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เรามีสติขึ้นมามาก เช่นเดียวกับการนั่งสมาธิ

IMG_8448นอกจากนี้ หลังจากทำไปสักพัก รู้สึกได้ว่าความเครียดที่เคยมีมันจะมีน้ำหนักเบาลง หายใจช้าลง ยาวขึ้น อารมณ์ดีขึ้น (ซึ่งมันมีคำอธิบายทางวิทย์เยอะเเยะมากมายเกี่ยวกับการไหลเวียนเเละถ่ายโอนพลังงานของกระเเสไฟฟ้า อันนี้ขอให้เพื่อนๆไปศึกษากันเอง)

จริงๆเเล้วมันเหมือนกับการ ย้อนกลับไปเป็นเด็ก จริงมั้ย?

เวลาเป็นเด็ก เราวิ่งเล่นบนพื้นหญ้า รองเท้าก็ไม่ใส่ จะวิ่งไปไหนก็เป็นอิสระ การเดินเท้าเปล่านี่ก็เหมือนกัน ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนวัยเลยจริงๆ

IMG_8447

ไม่ว่าประสบการณ์ใดๆก็ตาม หากมันทำให้เราอยากกลับไปมีประสบการณ์เเบบนั้นอีก มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ให้พลังบวกเราได้มากสุดๆเลย เเล้วการเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าเขียวๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้นจริงๆ 🙂


รีวิวเเป้งพัฟออเเกนิค Aphrodite

สวัสดีค่ะ ทุกคน!!!

วันนี้อ้อจะมารีวิวเเป้งพัฟออเเกนิค อะโฟรไดท์ เครื่องสำอางค์ที่อ้อใช้อยู่ เหมาะกับผิวเเพ้ง่ายเเละผู้ที่รักสุขภาพอย่างพวกเราชาว Beyond The Fit ที่อยากสวยเเบบปลอดภัย ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง เป็นภาระให้กับร่างกายนะคะ 🙂

ก่อนอื่นมาดูชาร์ทส่วนผสมกันก่อนเลยดีกว่า

ทางผู้ผลิตเคลมว่าส่วนประกอบหลักก็คือสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นตัวเเป้งเองที่ทำจาก Rose Flower Powder, Rice Powder เเละ Tapioca Starch เเละส่วนประกอบอื่นๆ เช่น Safflower oil, argan shells, Canauba wax ฯลฯ จากในรูปเลยจ้า (มิน่าหล่ะ กลิ่นถึงหอมเเบบธรรมชาติสุดๆ)

20992790_876984942451435_6685516903920104412_n

(ที่ข้างกล่องจะมีวันหมดอายุบอกด้วย ซึ่งเเน่นอนว่าไม่ผสมสารกันเสียนั่นเอง)

สิ่งที่ชอบที่สุด ก็คงจะเป็น ความละเอียดของเเป้ง ที่เนียนมากๆเละไม่รู้สึกว่าหนาๆหนักๆเหมือนทาเเป้งพัฟอย่างที่เรารู้สึกเวลาทาเเป้งยี่ห้ออื่นๆ (ครูเนมเคยบอกว่า ฟิลเตอร์ถึง 26 ครั้งเพื่อความเนียนละเอียด เชื่อเเล้วค่ะ ว่าเนียนจริงๆ)

unnamed (2)

(ภาพนี้ทดสอบที่ท้องเเขน ปล.อ้อเป็นคนผิวเหลืองนะคะ ตบๆไปสามทีเพราะเป็นคนไม่ชอบทาเเป้งหนาๆ พอทาออกมาก็จะขาวขึ้นไปประมาณ 2 เฉด)

IMG_9161

(ภาพนี้เป็นรีวิวสำหรับคนที่ผิวขาวอยู่เเล้วค่ะ)

21761598_538720833126280_5976574534592066507_n

การควบคุมความมัน: หลังจากทาไปไม่ได้รู้สึกว่าหนักหน้าตั้งเเต่เเรก เเละคิดว่าคงเป็นเพราะเนื้อเเป้งที่บางละเอียดทำให้ผิวสามารถหายใจได้ ไม่มีอะไรไปบล็อกรูขุมขน เมื่อเหงื่อออกจึงสามารถซึมออกมาได้ตามปกติ ทำให้หน้าไม่มัน ข้างจมูกก็ไม่มันค่ะ

ความเบาของเเป้ง: เบาจริงๆ ไม่หนักหน้าเลย ไม่รู้สึกว่าทาเเป้งอยู่เลย

คามสามารถในการปกปิดรอย: ปกปิดรอยได้ดีทีเดียวยิ่งเวลาทารองพื้นลงไปก่อน จะมองไม่เห็นรอยสิวเลย เเต่สำหรับอ้อทารองพื้นเเค่บางครั้ง (น้อยมากๆเฉพาะจำเป็น) ทาเเค่เเป้งพัฟ 2-3 ตบก็ปกปิดในระดับที่พอใจเเล้วจ้าาาาา 

ข้อดีที่สุด: คงเป็นเรื่องของความเบา เเละเนื้อที่เนียนละเอียด ไม่ทำให้เกิดการอุดตันของเหงื่อเเละตัวเเป้งเอง เหมาะมากๆสำหรับคนผิวบอบบาง เเพ้ง่ายเเละชอบเป็นสิวอย่างอ้อ

unnamed (2)

เเค่มีเครื่องสำอางค์สัก 2-3 ให้เราเติมความมั่นใจเเละไว้ใจได้ว่าไม่มีสารตกค้าง เเค่นี้ก็เพียงพอละเนอะสำหรับผู้หญิงอย่างเราค่าาาา

อ้อ Beyond The Fit

สั่งซื้อ/สอบถามได้ที่ http://line.me/ti/p/3XTF_u2hlC